monaco

 

มอนติคาโล ชื่อนี้พอได้ยิน สาวๆ ยุคเคยดูหนังสมัย sixty ก็เห็นภาพของความโรแมนติกของหนังขาวดำยุคนั้น

 

ก็อะไรจะโรแมนติก เท่ากับ สาวน้อยแสนสวยสามัญชน ได้มีโอกาศแต่งงานกับเจ้าชายรูปงาม ครองรักในนครเล็กๆอยู่ริมทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน 

สาวงามที่อยู่ในความทรงจำตลอดกาล

เจ้าหญิงเกรซ เคลลี่

ฉันขอลองประวัติท่านมาจาก web manager นะคะ จะได้อินมากขึ้น

http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9490000026671

 

            

 

 

 ถึงแม้จะมิได้ถือกำเนิดในพระราชวงศ์ หากแต่เจ้าหญิงเกรซ เคลลี ก็คือตัวแทนของนิยายที่เป็นจริง ซินเดอเรลลาของศตวรรษที่20 ที่ทำให้หญิงสาวทั่วโลกใฝ่ฝันว่าจะได้เป็นเช่นเดียวกับพระองค์ จากดาราสาวผู้งดงามจากโลกมายา กลับกลายมาเป็นเจ้าหญิงพระมเหสีของประมุขแห่งนครรัฐที่งดงามและร่ำรวยที่สุดในโลก
       
       เกรซ เคลลี ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1929 ที่เมืองฟิลาเดลเฟีย มลรัฐ เพนนซิลเวเนีย ธิดาของ จอห์น เบรนดัน เคลลี และ มาร์กาเร็ต แคเธอรีน เมเยอร์ บิดาของเธอสืบเชื้อสายมาจากชาวไอริชผู้เคร่งครัดในนิกายคาทอลิก แต่สายข้างมารดาของเธอกลับสืบเชื้อสายจากสายเลือดเยอรมัน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการเข้าสู่วงการมายาแม้แต่น้อย
       
       อย่างไรก็ดีเมื่ออายุได้ 22 ปีเธอกลายเป็นนางแบบและก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงในเวลาต่อมา โดยเริ่มแสดงภาพยนตร์เรื่อง โฟรทีน อาวเวอร์ส เป็นเรื่องแรก ในปีต่อมาเธอได้รับบทรองแต่ได้แสดงคู่กับ แกรี่ คูเปอร์ ในเรื่อง High Noon ถัดมาอีกหนึ่งปีเธอได้แสดงนำในเรื่อง โมแกมโบ ซึ่งเป็นเรื่องราวของป่าแอฟริกาคู่กับ เอวา การ์ดเนอร์ และ คลาร์ค เกเบิล
       
       ข่าวที่ออกมาระหว่างการถ่ายทำคือเรื่องรักร้อนๆของเธอกับพระเอกหนุ่ม และจากเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์ในฐานะตัวประกอบหญิงยอดเยี่ยม แต่รางวัลนี้ตกไปอยู่กับ ดอนน่า รีด จากเรื่อง ฟรอม เฮียร์ ทู อีเทอร์นิที้
       และจากนั้น เธอแสดงหนังของ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อค ถึงสามเรื่อง คือ ไดอัล เอ็ม ฟอร์ เมอร์เดอร์ แรร์ วินโดว์ และ ทู แคทช์ อะ ธิฟ
       
       ปีค.ศ.1955 เธอได้รับรางวัลผู้แสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมของ อะคาเดมี อวอร์ด จากเรื่อง เธอะ คันทรี่ เกิร์ล ซึ่งเธอแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้คู่กับ บิง ครอสบี้ พ่อหม้ายหนุ่มซึ่งระหว่างการถ่ายทำก็มีข่าวเรื่องรักๆใคร่ของหนุ่มสาวคู่นี้ตามออกมา แต่เธอปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานกันเท่านั้น
       
       ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เธอแสดงในปีถัดมาคือเรื่อง ไฮ โซไชตี้ ทำให้เธอได้รับเชิญไปปรากฏตัวในมหกรรมภาพยนตร์ที่เมือง คานส์ ในประเทศฝรั่งเศส และครั้งนั้นเองที่เป็นจุดพลิกผันชีวิตของเธอในช่วงเวลาเพียงไม่นานนัก เมื่อเธอได้พบกับเจ้าชาย เรนิเยร์ ที่ 3 เจ้าชายหนุ่มโสดแห่งโมนาโก และทรงขอเธอแต่งงานราวกับเรื่องในภาพยนตร์รักหวานชื่นที่กลายเป็นจริง
       
       การเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสกับประมุขแห่งนครรัฐที่มั่งคั่ง ก่อให้เกิดกระแสความชื่นชมไปทั่วทุกแห่งในโลก ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเซีย ทุกคนต่างพากันชื่นชมทั้งคู่ว่าเหมาะสมราวกับกิ่งทองใบหยก การถ่ายทอดพระราชพิธีมีไปในหลายประเทศ เกรซ เคลลี กลายเป็น เจ้าหญิงเกรซ แห่ง โมนาโก ผู้เลอโฉมเป็นที่อิจฉาของสาวๆทั่วโลกที่ล้วนอยากเป็นเช่นเธอบ้าง
       
       ตลอดระยะเวลาที่ดำรงฐานันดรของพระชายา เจ้าหญิงเกรซ ทรงสร้างชื่อเสียงให้แก่โมนาโกอย่างมากมาย จากดินแดนที่มีขนาดเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตร กลายเป็นดินแดนในฝันที่สามารถชักนำนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่ฝันอยากมาใช้ชีวิตในนครรัฐที่งดงามแห่งนี้ ชนชั้นสูงของยุโรปที่เดินทางมาเป็นประจำอยู่แล้วในฐานะนักเสี่ยงโชคของกาสิโนที่มีชื่อ ต่างพากันอพยพโยกย้ายมาซื้อบ้านพักตากอากาศที่นี่ ดาราฮอลลีวู้ดเริ่มชายตามองหาบ้านพักหลังงามริมทะเลหรือบน
       หน้าผาที่งดงาม นักกีฬาอาชีพต่างย้ายทะเบียนเข้ามาอยู่ที่โมนาโกด้วยต้องการเลี่ยงภาษี โมนาโกกลายเป็นแหล่งชุมนุมคนดังของโลกภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี
       
       การที่ทรงมีพระประสูติกาลถวายพระโอรสและพระธิดาอีกสองพระองค์แด่เจ้าชาย เรนิเยร์ที่ 3 ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเจ้าหญิงเกรซ ขจรขจายออกไปอีก ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นสตรีที่มีความงดงาม พระจริยาวัตรที่อ่อนหวาน และอ่อนโยน ยิ่งสร้างความปลาบปลื้มมาสู่ผู้ที่ได้เฝ้าและพบเห็น นอกจากนั้นการรู้จักวางพระองค์ที่พอเหมาะพอควร การรู้จักการใช้ความสัมพันธ์กับบุคคลในวงการบันเทิงให้เป็นประโยชน์ ก่อให้เกิดความนิยมไปทั่ววงสังคมชั้นสูงในยุโรปและอเมริกา จนสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้แก่ราชวงศ์โมนาโก
       
       ในช่วงที่พระโอรสและพระธิดาทั้งสองยังทรงพระเยาว์อยู่ ดูราวกับว่าเส้นทางชีวิตของพระองค์ดั่งโรยด้วยกลีบกุหลาบอันงดงาม เพราะเจ้าชายและเจ้าหญิงองค์น้อยต่างมีเค้าของความงามที่ประพิมพ์ประพายทั้งพระองค์และพระสวามี ทรงใช้ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความสุขทั้งในและนอกประเทศ
       

       ยิ่งเมื่อพระธิดาพระองค์ใหญ่ เจ้าหญิง แคโรลีน ทรงเข้าสู่พิธีสมรสกับ ฟิลิปป์ จูโนต์ นักธุรกิจชาวฝรั่งเศส ก็ทรงจัดงานอย่างหรูหราโดยเชื้อเชิญเพื่อนฝูงและมิตรสหายจากทั้งในยุโรปและอเมริกา มาร่วมฉลองอย่างเอิกเกริกด้วยมั่นพระทัยว่าชีวิตสมรสของทั้งคู่จะดำเนินไปเช่นเดียวกับชีวิตคู่ของพระองค์
       
       แต่เพียงไม่นานนักชีวิตรักของทั้งคู่ถึงคราวอับปาง ทำให้เสียพระพักตร์อย่างมาก เจ้าหญิง แคโรลีนเริ่มออกงานสังคมบ่อยครั้งและกับเพื่อนชายมากหน้าหลายตา ซึ่งทำให้เจ้าหญิงเกรซกลัดกลุ้มพระทัยอย่างมาก ส่วนเจ้าชายอัลแบร์ต์องค์รัชทายาทก็มีปัญหาเรื่องของการติดอ่าง ไม่กล้าสู้หน้าสาธารณชนต้องพบจิตแพทย์เพื่อการรักษา เจ้าหญิงสเตฟานีเข้าสู่วัยเด็กสาวและแสดงออกว่าเป็นเด็กหัวรั้น รั้นเสียยิ่งกว่าพระภคินีและเริ่มมีพฤติกรรมที่ทรงรับไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่โรงเรียนและที่พระราชวังกริมัลดี
       
       เป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่าเจ้าหญิงเกรซ โปรดที่จะขับรถยนต์ด้วยพระองค์เองเพื่อลงมาในเมือง บางครั้งเพื่อทรงซื้ออาหารบางชนิดหรือบางครั้งเพื่อความเป็นส่วนพระองค์ วันที่ 14 กันยายน ค.ศ.1982 สำนักพระราชวังโมนาโกก็ประกาศข่าวอุบัติเหตุรถยนต์พระที่นั่งที่เจ้าหญิงเกรซทรงขับด้วยพระองค์เอง และข่าวการสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา ผู้ที่อยู่ในรถยนต์พระที่นั่งนั้น มีเพียงเจ้าหญิงเกรซและเจ้าหญิงสเตฟานีเท่านั้น
       
       ทุกคนรับทราบว่าเป็นอุบัติเหตุรถยนต์พุ่งออกจากไหล่ถนนจนเจ้าหญิงเกรซถึงกับพระศอหัก แต่กี่คนจะรู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในระหว่างนั้น บางทีผู้ที่รู้คำตอบดีที่สุดคงมีเจ้าหญิงสเตฟานีพระองค์เดียวเท่านั้น
       
       ในที่สุดอีกหนึ่งสตรีที่ทรงโฉมที่สุดในโลก ก็ถึงคราวต้องปิดฉากชีวิตลง แต่ในภาพของเจ้าหญิงผู้ยังคงความงดงาม ความตายมาพรากไปเสียจากความงดงามที่ยังคงรายล้อมอยู่รอบพระองค์ ท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของประชาชนชาวโมนาโกทุกคน คงเหลือเพียงแต่ความโศกาอาดูรและคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนชั่วกาลนาน

 

แต่ ชีวิตจริงมันไม่ง่าย โมนาโค สมัยก่อนก็เป็นแค่ หมู่บ้านชาวประมงธรรมดาเท่านั้นเอง แถมหน้าผายังสูงชัน ทำท่าเรือลำบาก อะไรที่จะทำให้เมืองที่เกือบล้มละลาย ยิ่งใหญ่ มีค่าขึ้นมาก เจ้าชายเรเนียร์ ท่านเลือกเปิดประเทศ ด้วย casino เงินร้อนๆที่ไหลเข้ามา พร้อม เรื่องร้อนรุ่ม เข้ามาสู่ครอบครัวของท่านเช่นกัน

 

                            -------------------------------------------------------------

 

แต่ โมนาโคปัจจุบัน เงินตรา ก็เนรมิตรให้ยิ่งใหญ่สวยงามได้ ถ้าคุณไม่มองเนื้อในของเมืองนั้น ฉันยอมรับว่า ฉันมองเมืองนี้แค่เปลือกนอกที่ฉาบไว้จริงๆ ไม่รู้สึกถึงจิตวิญญาณของมันเท่าไหร่เลย

 

เจ้ กับ พี่แหม่ม ชอบเมืองนี้มาก อาจจะเป็นเพราะ แกเคยคิดอยากแต่งงานกับเศรษฐี มาอยู่แบบ เกรซ เคลลี่ เป็นแน่ หรือ แก อาจจะดูหนังยุคนี้มากไปหน่อย จนอินละมัง

 

เราเริ่มเดินทางจากสนานีรถbus nice gare routiers ทางด้านใต้ ของตลาดดอกไม้ วันอาทิตย์ ส่วนขายตั๋วปิด ก็เลยเดินมาดูป้ายว่ารถไป monaco ออกกี่โมง เจอรถสาย TAM100 ออกทุก หนึ่งชั่วโมง เราไปขึ้นรอบเที่ยงพอดี ปกติต้องซื้อตั๋วด้านในก่อน แต่ วันหยุด สามารถซื้อกับคนขับได้เลย ในราคาแสนถูก คนละ 1.20 eur

รถนั่งสบาย แอร์เย็น เราตื่นเต้นกันมาก เพราะ รถคันนี้จะเลียบชายฝั่งriviara ตอนนี้คนค่อนข้างแน่น เพราะส่วนใหญ่จะไปว่ายน้ำเล่น กับพัก กันที่ เมือง villefranche sur mer วิวช่วงเมืองนี้สวยจริงๆ เค้าแนะนำกันว่า ถ้าจะนอนที่วิวสวย ชายหาดน่าเล่นกว่านี้ ก็มานอนที่เมืองนี้ได้เลย ห่างจาก nice แค่ 15 นาทีเท่านั้นเอง

 

                      

 

                     

 

 

ผ่านวิวสวยๆ มากมาย เจ้ทั้งสองหลับอย่างมีความสุข ฉันก็ถ่ายรูปไป แป๊บเดียว 15 นาทีจากเมือง villefranche ก็มาถึง โมนาโค ไม่รู้จะลงป้ายไหน มีสามป้ายเอง ก็เลยยังไม่ปลุกเจ้ แป๊บเดียว รถเข้าประเทศ อิตาลี มาสุดสายที่เมือง menton ซะแล้ว เราเลยลง มาทานเค้กกับกาแฟ เพราะอากาศร้อนอ้าวมาก ปวดหัว อยากกาแฟ

จริงๆแล้ว menton ก็เป็นเมืองสวยตากอากาศที่เก่าแก่ในแถบนี้ แต่ช่วงหลังๆ โดนเมืองอื่นๆแซงหน้าไปเรียบร้อย ดูจากรถเมล์ ก็ดูสวยใช้ได้อยู่

เปลี่ยนแผน เราเลยนั่งรถไฟจาก menton ไป monaco-monte carlo ลงมาถึง สถานีรถไฟก็สวยงามดู grand มากๆ มีป้ายให้เลือกว่าจะไปทางไหน เราได้ข้อมูลจากนักท่องเที่ยวในรถว่า The catle สวยห้ามพลาด เลยเดินไปตามป้ายมาเรื่อยๆ เดินในปล่องสักห้านาที ก็เจอ tourist information ถามข้อมูล ขอ map ได้ความว่า ให้เดินไปทางซ้ายแล้วขึ้นบันได นับได้ ห้าสิบกว่าขั้นขึ้นไป

 

                     

                                             จุดทำใจก่อนขึ้นบันได

โอย ฉันใจไม่สู้ ดั้นเห็นรถรางผ่านมาพอดี ไปถามเค้าว่า ให้ไปขึ้นรถรางบนปราสาท อ้าว ไปก็ไป เหนื่อย แต่ สองเจ้ หน้าตาสดชื่น เตรียมตัวไปวังแบกผลไม้ที่ซื้อไว้เมื่อเช้าไปถวายเจ้าชายเต็มที่

 

    วิวไปปราสาทก็ใช้ได้หล่ะ

               

                 

                     

เห็นเรือยอร์ชสวยๆ เค้าว่า ที่แพงที่สุดในโลกราคา 100m ชื่อ lady moura  ลำไหนก็ไม่รู้ ฉันดูก็ว่าแพงไปซะหมด

 

                       

 

 

                 ในที่สุดกขึ้นมาถึงจนได้เหนื่อยแล้ว พรุงนี้ค่อยมาต่อดีกว่า

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic