พุทธคยา

พุทธคยาโพธิแห่งความสุขใจ

 

 

ครั้งแรกที่ฉันมีโอกาสเห็น ต้นโพธิแห่งการตรัสรู้ พุทธคยา ในตอนเย็นวันใกล้ปีใหม่ ฉันเพิ่งลงจากเครื่องจากเมืองไทย มาเจออินเดียแท้ๆที่เมืองคยา ที่พุทธคยาเต็มไปด้วยผู้คน  มาขอพรสถานที่แห่งนี้ก่อนวันปีใหม่ฉันหยุดดูเจดีย์พุทธคยาตรงทางเข้าด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเบีดเสียดต้องถือกระเป๋าไว้ให้มั่น วันนี้คนทิเบต ลามะนับพันยึดครองที่นี่ ฉันกลับตื่นเต้นกับพลังของลามะกลุ่มนี้ แทนที่จะอิ่มใจกับเจดีย์พุทธคยา

 

           

 

คนทิเบต เค้าแสดงความศรัทธาอย่างทุ่มกายใจให้ศาสนาพุทธเค้าไหว้ด้วยกาย ยืนแล้วแนบร่างกายทุกส่วนไปกับพื้น แล้วยืนใหม่ทำรอบองค์เจดีย์ น่าทึ่งมาก บางคนนั่งเหมือนตักลูกปัดสีสวยๆ บางคนขัดเครื่องทองเหลืองจนมือด้าน

 

ฉันชื่นชมพลังศรัทธาของทุกชาติ และ การสวดมนต์ นั่งสมาธิแบบไทยสวดมนต์แบบจีน ศรีลังกา หรือ อื่นๆ ก็ไม่มีใครมากน้อยไปกว่ากัน ตราบที่ทุกคนทำด้วยใจอันบริสุทธิ น้องระลึกถึงองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามธรรมะของพระองค์

ฉันพยายามฟังพระธรรมฑูติที่บรรยายประวัติ แต่ด้วยคนแน่นก็เลยไม่ค่อยได้ยิน เราเดินฝ่าชาวลามะ ที่ฉันพยายามหลบไม่โดนตัวท่านแต่ท่านโดนตัวผู้หญิงได้ แต่ยังไงก็ขอหลบไว้ก่อนจะดีกว่า

ประวัติคร่าวๆ ของต้นพระศรีมหาโพธิ คัดลอกจากคัดลอกจากหนังสือ

 "สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล" โดย พระราชรัตนรังษี


พุทธคยา มหาสังฆาราม

            ปัจจุบันคือ ตลาดพุทธคยา บริเวณที่ตั้งอยู่บนเนินสูงนั้น กล่าวกันว่าเป็นซากของมหาสังฆารามมาในครั้งโบราณ ที่เคยเป็นสำนักที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ ถึง ๑,๐๐๐ รูป ตามความที่หลวงจีนเล่าไว้ว่า “พระสงฆ์เหล่านี้ใฝ่ใจในการศึกษา มีมารยาทงดงามตามพระวินัย ในวันหนึ่ง ๆ มีมหาชนทั่วทุกทิศมาชุมนุมเพื่อฟังคำสอนและบริจาคทานกันเป็นจำนวนมาก” พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทรุ่งเรืองบนแผ่นดินนี้  ถึงประมาณ ปี พ.ศ. ๗๐๐ ก็อ่อนกำลังลง ดังที่พระพุทธโฆษณ์เล่าไว้ ท่านเป็นศิษย์ของพระเรวตะแห่งพุทธคยา มหาสังฆาราม เดินทางไปแปลคัมภีร์พระไตรปิฏกจากภาษาสิงหล กลับมาเป็นภาษามคธ ที่เกาะลังกา

 

            พุทธคยาอยู่ในเขตอิทธิพลของคยาเกษตรมาแต่เดิม ในคยาเกษตรมีสถานที่บูชาของพวกฮินดูที่มาถวายบิณฑ์ ๑๖ แห่ง คือ ศิวะคะยา พรหมคะยา เปรตคะยา รามคะยา ยุธิษฐิรคะยา ภีระมะคะยา และพุทธะคะยา เป็นต้น ในคะยามหาตมยาเรียกพุทธคยาเป็นโพธคยา หรือธรรมารัณย์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ที่นี้ คำว่าโพธคยา จึงเปลี่ยนมาเป็นพุทธคยา

            พุทธคยาในปัจจุบัน เป็นบุญสถานและที่ท่องเที่ยวอันมีชื่อของประเทศอินเดีย แม้ว่าชุมชนจะไม่ใหญ่โต แต่พอถึงฤดูกาลไหว้พระ ประมาณตุลาคม – มีนาคม จะมีนักแสวงบุญจากทั่วโลกจาริกมาที่นี่ โดยเฉพาะชาวธิเบต ภูฐาน จะลงจากภูเขามาปักหลักไหว้พระ  สวดมนต์ จุดไฟบูชาเหมือนกับว่าเป็นาณาจักรของชาวพุทธธิเบตไปชั่วระยะหนึ่ง


  

  มหาเจดีย์พุทธคยา

            พระมหาเจดีย์มหาโพธิ์ สันนิษฐานกันว่าพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างขึ้นไว้ก่อนขนาดคงย่อมกว่านี้ แต่ด้วยแรงศรัทธาต่อพระพุทธองค์ จึงมีผู้มาต่อเติมเสริมสร้างและบูรณะปฏิสังขรกันต่อมาตามยุคสมัย เช่น ราว พ.ศ. ๖๗๔ พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์แคว้นมคธ ทรงช่วยสร้างเสริมให้เป็นศิลปะต้นแบบ เป็นสถูปใหญ่ของพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงแผ่ไปไกล หลวงจีนถังซัมจั๋ง เรียกว่า มหาโพธิ์วิหาร อันเป็นผลิตผลทางสถาปัตยกรรมของอินเดีย มหาวิหารหลังนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นโพธิ์ในปัจจุบัน

            บริเวณมหาโพธิ์วิหารได้กลายเป็นที่สำคัญที่สุด เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์นี้ ประกอบกับที่นี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่คนโบราณนับถืออยู่แล้ว เท่ากับว่าบริเวณนี้เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก

            มหาชนทั้งหลายกล่าวกันว่า ที่ต้นโพธิ์ตรัสรู้แห่งนี้ เป็นสะดือของโลก หรือ ปัถวินาภิมณฑล เพราะเป็นที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาทรงตรัสรู้ที่นี้ทั้งนั้น และไม่มีสถานที่อื่นจะสามารถรองรับน้ำหนักของการตรัสรู้ได้ โพธิรุกขะ คือ ต้นโพธิ์นี้ย่อมถือว่าเป็นเสมือนขวัญใจของชาวพุทธทั่วโลก

            เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๓ หลวงจีนท่านได้บันทึกไว้ว่า “ทางตะวันออกของต้นโพธิ์นั้น มีวิหารสูงประมาณ ๑๖๐ - ๑๗๐ ฟุต กำแพงเบื้องล่างของวิหารด้านนอก สูงประมาณ ๒๙ หรือกว่านั้น ตัวอาคารทำด้วยกระเบื้อง (อิฐ) สีฟ้า ทาทับด้วยปูนขาว ทุกห้องในชั้นต่าง ๆ บรรจุรูปที่ทำด้วยทองคำมากมาย ตัวตึกทั้ง ๔ ด้าน ประดับประดาด้วยลวดลายอันมหัศจรรย์ รูปไข่มุกที่ร้อยเป็นสายประดับไว้ที่หนึ่ง”

 


            หลวงจีนยังได้บันทึกไว้อีกว่า “ตัวอาคารล้อมรอบด้วยทองแดงชุบ ประตูและหน้าต่างตกแต่งด้วยลวดลายอันวิจิตร ประดับด้วยทอง เงิน มุก และรัตนะต่าง ๆ ด้าน ขวาซ้ายประตูนอกเป็นซอกคล้าย ๆ ห้อง ด้านซ้ายมีรูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ด้านขวาเป็นรูปพระไมเตรยโพธิสัตว์ รูปเหล่านี้ทำด้วยเงินขาว สูง ๖๐ ฟุต” คันนิ่งแฮม ถือว่า วิหารหลังปัจจุบัน แม้จะได้รับการซ่อมแซมและ
เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ก็คือวิหารหลังเดียวกันกับที่นักจาริกแสวงบุญชาวจีนท่านนั้นได้พรรณนาไว้

            พระเจดีย์มหาโพธิ์ประดิษฐานอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ โดยมีแท่นวัชรอาสน์อยู่ตรงกลาง สูงตามรูปทรงกรวย ประมาณ ๑๗๐ ฟุต วัดรอบฐานได้ประมาณ ๘๕ เมตรเศษ ตั้งอยู่บนอาคารรองรับ ๒ ชั้น มีเจดีย์บริวารทั้ง ๔ ด้าน รอบบริเวณ มีเสาหินทรายที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศก มีรั้วล้อมไว้อย่างแข็งแรง ปรากฏร่องรอยการบูรณะสืบต่อกันมาหลายยุคโดยเฉพาะสมัยพระสุเมธาธิบดี (ทตฺตสุทฺธิ) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ได้นำศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทย บูรณะเสาหินล้อมรอบพระเจดีย์ และห้องปฏิบัติสมาธิชั้นบนของพระเจดีย์ โดยมีพระราชโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นแม่กองงาน พร้อมทั้งติดโคมไฟที่สาดแสงส่องได้สูงถึงยอด


 เราเดินมาตามทางเดินด้านนอกที่สร้างล้อมองค์เจดีย์เอาไว้รอบใหญ่ จนในที่สุดก็เจอทางเดินลงไปยังด้านล่างที่ลักษณะคล้ายโบสถ์ ด้านในมีพระพุทธรูปที่ดูสวยงาม เมตตา ที่แทบจะกล่าวได้ว่า ละสายตาไม่ได้เลยทีเดียว เราเดินเข้าไปตามแถวที่ผู้คนแน่นขนัด แต่สายตาทุกจับอยู่ที่องค์ท่าน แค่เห็นก็รู้สึกใจเป็นสุข ท่านชื่อว่า


                                       พระพุทธเมตตา

 

     

       ภายในวิหารพระเจดีย์ มีพระพุทธปฏิมากรที่สร้างด้วยหินแกรนิตสีดำ ในสมัยปาละ ปางมารวิชัย มีอายุกว่า ๑,๔๐๐ ปีเศษ ๆ ทั้งลักษณะและขนาดพอ ๆ กับพระพุทธรูปปางภูมิสัมผัสที่มถากัวร์วิหาร นคร  กุสินารา ปิดทองเหลืองอร่าม มีเครื่องตั้งบูชาตรงหน้าพระพุทธรูป ที่ชาวไทยเรียกกันว่า องค์พ่อพระพุทธเมตตานั้น มีหินทรงกลมที่มองเห็นเฉพาะฐาน เจ้าหน้าที่ทำไม้เป็นสี่เหลี่ยมมาครอบไว้

มีการเล่าประวัติพระพุทธรูปนี้ไว้ในบันทึกของหลวงจีนถังซัมจั๋งว่า คราวเมื่อ ศศางกา กษัตริย์จากเบงกอล ได้เสด็จเข้าไปในวิหารมหาโพธิ์ พบพระปฏิมากรตั้งไว้บูชาองค์หนึ่ง ขณะแรกคิดจะทำลายด้วยมือตนเอง แต่เมื่อได้เห็นพระพักตร์ของพระปฏิมากรอันเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา ศศางกาก็ประหารไม่ลง จึงเสด็จกลับพระนคร ในระหว่างทางฉุกคิดขึ้นว่า ถ้ายังให้พระพุทธรูปตั้งอยู่ในวิหารต่อไป พุทธศาสนิกก็คงจะฟื้นฟูสถานที่นี้ขึ้นอีก จึงให้นายทหารผู้หนึ่งทำลายพระพุทธรูปนั่นเสีย  ให้ประดิษฐานรูปพระมเหศวรขึ้นแทนที่  นายทหารผู้นั้นเมื่อมาถึงเฉพาะหน้าพระพุทธรูป ก็ประหารไม่ลงอีกคนหนึ่ง และรำพึงว่า  ถ้าหากทำลายพระพุทธรูปนี้ คงจะต้องตกนรกหมกไหม้ไปหลายกัปป์
เป็นแน่ ซ้ำยังจะหมดโอกาสเกิดทันสมัย    พระศรีอริยเมตไตรยอีกด้วย  ถ้าไม่ทำลาย  พระราชาก็คงต้องทำลายชีวิตเราและครอบครัวทั้งหมด นายทหาร ผู้นั้นคิดกลับไปกลับมาหลายตลบ ว่าจะปฏิบัติตามพระบัญชาดี หรือขัดพระบัญชาดี

ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะไม่ทำลายพระพุทธรูป แต่จะต้องซ่อนเสียให้พ้นจากสายตาประชาชน จึงไปตามชาวพุทธผู้มีศรัทธามาปรึกษาตกลงกัน แล้วลงมือสร้างกำแพงขึ้นหน้าพระพุทธรูป กั้นไว้ไม่ให้คนภายนอกรู้ว่าข้างในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงเอารูปพระมเหศวรตั้งไว้หน้ากำแพง และกลับไปกราบทูลศศางกาให้ทรงทราบ

แทนที่ศศางกาจะดีพระทัย กลับหวาดกลัว เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นแก่ตน นับแต่นั้นเลยล้มป่วยมีอาการเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กาย ในไม่ช้าก็มีอาการเนื้อหลุดออกเป็นชิ้น ๆ แล้วสิ้นพระชนม์ด้วยความทรมาน เมื่อศศางกาสิ้นชีพไปแล้ว นายทหารผู้รับพระบัญชาให้ทำลายพระพุทธรูปได้กลับมายังพุทธคยา และรีบทำลายกำแพงที่กั้นอยู่หน้าพระพุทธรูปออก ปรากฏว่าตะเกียงน้ำมันที่นายทหารผู้นั้นจุดบูชาพระพุทธรูปไว้ ยังลุกโพลงอยู่เหมือนเดิม


ออกมาด้านนอก พระธรรมฑูตท่านให้สวดมนต์บริเวณด้านขวาขององค์พระพุทธรูป ด้วยการทำวัตรเย็นและนั่งสมาธิ รู้สึก สงบกายใจเป็นเวลานาน จนพิธีของชาวทิเบตเสร็จสิ้น เราได้มีโอากาสเข้าไปถึงต้นพระศรีมหาโพธิ ได้สวดมนต์บูชา และนั่งสมาธิอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อ ฉันรู้สึกสงบจิตใจ เย็นใจเป็นอย่างมาก มองต้นโพธิและร่มเย็นเป็นสุขจนอยากจะนั่งอยู่อย่างนี้ไปนานๆ เข้าใจแล้วว่า ถึงจะเบียดเสียดอย่างไรตอนแรก แต่พลังความสงบของที่นี่ส่งไปถึงใจทุกคน เราอยู่กันจนปิดเวลาสามทุ่ม ต่างหันมองกลับหลังพรุ่งนี้เราก็จะมาที่นี่อีก

ประวัติพระพุทธเจ้า ณ ที่สถานที่แห่งนี้

การตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ

พระมหาบุรุษเสด็จขึ้นประทับบัลลังก์แก้ว ขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ตรงไปยังปราจีนทิศ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ไปทางลำโพธิพฤกษ์ ก่อนที่จะทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรด้วยสมาธิจิต ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานในพระทัยว่า “หากยังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด แม้โลหิตจะมังสะจะเหือดแห้งไป เหลือแต่ ตจะ (หนัง) นหารุ (เอ็น) และอัฐ (กระดูก)ตามที จะไม่เลิกละความเพียร โดยลุกไปจากที่นี้โดยเด็ดขาด”
 

ครั้งนั้น เทพยดาทั้งหลายพากันชื่นชมโสมนัส มีหัตถ์ทรงซึ่งเครื่องสักการบูชาบุปผามาลัยนานาประการต่างๆ พากันมาสโมสรสันนิบาตห้อมล้อมแซ่ร้องซ้องสาธุการบูชา พระมหาบุรุษ สุดที่จะประมาณ เต็มตลอดมงคลจักรวาลสุดจะพรรณนา

 

พระพิชิตมาราธิราช

ขณะนั้น พญาวัสวดีมาราธิราช ได้สดับเสียงเทพเจ้าบันลือเสียงสาธุการ ก็ทรงทราบชัดในพระทัยว่า พระมหาบุรุษจะทรงตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ทำลายบ่วงมารที่เราวางขึงรึงรัดไว้แล้วหลุดพ้นไปได้ก็น้อยใจ คิดริษยา เคียดแค้น ป่าวประกาศเรียกพลเสนามารมากกว่ามาก พร้อมด้วยสรรพาวุธที่ร้ายแรงเหลือที่จะประมาณ ประชุมกันเต็มทั่วท้องฟ้า พญาวัสวดีเสด็จขึ้นทรงช้างพระที่นั่งคีรีเมขล์ นิรมิตรมือพันมือถืออาวุธพร้อมสรรพ กรีฑาทัพอันแสนร้ายเหาะมาทางนภาลัยประเทศ เข้าล้อมเขตบัลลังก์ของพระมหาบุรุษเจ้าไว้อย่างแน่นหนา

ทันใดนั้นเอง บรรดาเทพเจ้าที่พากันมาห้อมล้อมถวายสักการบูชาสาธุการพระมหาบุรุษอยู่ เมื่อได้เห็นพญามารยกพหลพลขันธ์มาเป็นอันมากต่างมีความตระหนกตกใจกลัวอกสั่นขวัญหาย พากันหนีไปยังขอบจักรวาล ทิ้งพระมหาบุรุษเจ้าให้ต่อสู้หมู่พญามารแต่ลำพังพระองค์เดียว


เมื่อพระมหาบุรุษไม่ทรงแลเห็นใดใครที่ไหนจะช่วยได้ ก็ทรงระลึกถึงบารมีธรรมทั้ง ๓๐ ประการ ซึ่งเป็นดุจทหารที่แกร่งกล้า มีศาตราวุธครบครัน ที่จะสามารถผจญกับหมู่มารขับไล่ให้ปราชัยหนีไปโดยสิ้นเชิงได้ ก็ทรงโสมนัส ประทับนิ่งอยู่โดยมิได้สะทกสะท้านแต่ประการใด

ฝ่ายพญามารวัสวดีเห็นพระมหาบุรุษประทับนิ่ง มิได้หวั่นไหวแต่ประการใด ก็โรธ ร้องประกาศกึกก้องให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดทธิ์ บรรดาสรรพาวุธศาสตรายาพิษที่พุ่งซัดไป ก็กลับกลายเป็นบุปผามาลัยบูชาระมหาบุรุษจนสิ้น ครั้งนั้นพญามารตรัสแก่พระมหาบุรุษด้วย+++หยาบว่า “ดูกร ทธัตถะ บัลลังก์แก้วนี้เกิดด้วยบุญเรา เพื่อเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่สมควรจะนั่งบนบัลลังก์แก้วนี้ จงลุกไปเสียโดยเร็ว”

พระบรมโพธิสัตว์เจ้าตรัสตอบว่า “ดูกรพญามาร บัลลังก์แก้วนี้เกิดขึ้นด้วยบุญญาธิการของเราที่ได้บำเพ็ญมานับสี่อสังไขยแสนกัปป์ จะนับจะประมาณมิได้ เราผู้เดียวเท่านั้นสมควรจะนั่งบนบัลลังก์แก้ว ผู้อื่นไม่สมควรเลย” พญามารกราบทูลคัดค้านว่า ที่พระมหาบุรุษรับสั่งมานั้นไม่เป็นความจริง จงหาพยานมารับรองว่าพระองค์ทรงได้บำเพ็ญบารมีมาจริง  ให้ประจักษ์เป็นสักขีพยานในที่นี้

เมื่อมหาบุรุษไม่ทรงเล็งเห็นผู้อื่นใด ใครจะกล้ามาเป็นพยานยืนยันได้ จึงรับสั่งหานางวสุนธราเจ้าแม่แห่งธรณีว่า “ดูกร วสุนธรา นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญบารมีของเรา ในกาลบัดนี้ด้วยเถิด”

ลำดับนั้น นางวสุนธราเจ้าแม่ธรณี ก็ชำแรกแทรกพื้นปฐพีขึ้นมาปรากฏกายประคองอัญชลีถวายอภิวาทพระมหาบุรุษโพธิสัตว์เจ้า แล้วประกาศให้พญามารทราบว่า พระมหาบุรุษเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้บำเพ็ญบารมีมามากมายตลอดกาล เหลือที่จะประมาณนับได้ แต่น้ำกรวดที่ข้าพเจ้าเอามวยมารองรับไว้เหนือเศียรเกล้า ก็มีมากพอจะถือเป็นหลักฐานวินิจฉัยได้ นางวสุนธรากล่าวแล้วก็ประจงหัตถ์อันงามปล่อยมวยผม บีบน้ำกรวดที่สะสมไว้ในอเนกชาติให้ไหลหลั่งออกมาดุจทะเลหลวง กระแสน้ำบ่าท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ทุ่มซัดช้างคีรีเมขล์ให้ถอยร่นลงไปติดขอบจักรวาล


ครั้งนั้น พญามารตกตะลึงเห็นเป็นอัศจรรย์ ด้วยมิได้เคยเห็นมาแต่กาลก่อนก็ประนมหัตถ์ถวายนมัสการ ยอมปราชัยพ่ายแพ้บุญบารมีของพระมหาบุรุษ แล้วก็อันตรธานหนีไปจากที่นั้น

เมื่อพระมหาบุรุษทรงกำจัดพญามารและเหล่าเสนาให้ปราชัยด้วยพระบารมีตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันที่พระอาทิตย์จะอัสดง ก็ทรงเบิกบานพระทัย ได้ปีติเป็นพลังภายในสนับสนุน เพิ่มพูนแรงปฏิบัติจิตภาวนาให้ยิ่งขึ้น จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลา ทรงเจริญสมถภาวนา กระทำจิตให้แน่วแน่ ปราศจากอุปกิเลส จนจิต สุขุมเข้าโดยลำดับไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน  ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ซึ่งเป็นส่วนรูปสมาบัติเป็นลำดับ จนถึงอรูปสมบัติ ๔ บริบูรณ์

 

ตรัสรู้

ต่อแต่นั้นพระมหาบุรุษทรงเจริญญาณ อันเป็นองค์ปัญญาขั้นสูงทั้ง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิฌาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะกาลแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรีนั้นคือ ในปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจตูปปาตญาณ บางแห่งเรียกว่า ทิพยจักษุ สามารถหยั่งรู้การเกิดการตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสรรพสัตว์อื่นได้หมด ในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณทรงปรีชาสามารถทำอาสวกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วยพระปัญญา ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ก็ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลาปัจจุสมัย รุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้อย่างที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อนกาล ถึงกับทรงเปล่งพระอุทานเย้ยตัณหาอันเป็นตัวการก่อให้เกิดสังสารวัฎฎทุกข์แก่พระองค์เป็นอเนกชาติได้ว่า “อเนกชาติสํสารํ ” เป็นอาทิ

ความว่า นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหาตัวนายช่างผู้กระทำเรือน คือ ตัวตัณหา ตลอดชาติสงสารจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พานพบ ดูกร ตัณหา นายช่างเรือนบัดนี้ตถาคตพบท่านแล้ว แต่นี้สืบไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตอีกไม่ได้แล้ว โครงเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็หักทำลายเสียแล้ว จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นธรรมที่ปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งใด ๆ ได้ถึงความดับสูญสิ้นไปแห่งตัณหา อันหาส่วนเหลือมิได้โดยแท้

ในวาระนั้น อัศจรรย์ก็บังเกิดมี พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็ไหวหวั่น ฤกษชาติทั้งหลายก็ผลิดอกออกช่องามตระการ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการ โปรยปรายบุปผามาลัย ถวายสักการะเปล่งวาจาว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยปีติยินดี เป็นอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาในกาลก่อน

ในปฐมสมโพธิ์กล่าวว่า ในวันที่ทรงตรัสรู้นั้น หมื่นโลกธาตุทั้งสิ้น ก็ได้มีการตกแต่งประดับประดา แผ่นผ้าธงทิวทั้งหลายยกขึ้นที่ปลายขอบจักรวาล ทั่วสารทิศตลอดพื้นดินจรดพรหมโลก ต้นไม้ดอกไม้ในหมื่นจักรวาลก็ออกดอกออกผลไปทั่ว ปทุมชนิดที่ลำต้นก็ออกดอกที่เครือเถา ปทุมชนิดที่ห้อยในอากาศก็ออกดอกในอากาศ ปทุมชนิดที่เป็นก้านก็ทำลายพื้นศิลาทึบชูช่อขึ้นซ้อน ๆ กัน หมื่นโลกธาตุก็ได้เกลื่อนกลาดไปด้วยบุบผานานพันธุ์ โลกันตริกนรกกว้าง ๘ พันโยชน์ในระหว่างจักรวาลทั้งหลาย ไม่เคยสว่างด้วยแสงอาทิตย์ ๗ ดวง ในกาลนั้นก็มีแสงสว่างไปทั่ว น้ำในมหาสมุทรลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ได้กลายเป็นน้ำหวาน แม่น้ำทั้งหลายหยุดนิ่งไม่ไหล คนตาบอดแต่กำเนิดได้แลเห็นรูป คนหูหนวกแต่กำเนิดก็เกิดเสียง คนง่อยเปลี้ยแต่กำเนิดก็เดินได้ บรรดาเครื่องจองจำทั้งหลาย คือ ขื่อคา เป็นต้น ก็ขาดหลุดไป

 

สัตตมหาสถาน

 

 

สัตตมหาสถาน คือ สถานที่ทรงยับยั้งอยู่เพื่อเสวยวิมุตติสุขหลังจากทรงตรัสรู้ แล้ว ๗ แห่งๆ ละ ๗ วัน รวม ๔๙ วัน เพื่อพิจารณาพระโพธิญาณที่ได้ทรงตรัสรู้นั้นให้แน่พระทัย ตามสถานที่ต่างๆ คือ โพธิบัลลังก์, อนิมิสเจดีย์, รัตนจงกรมเจดีย์, รัตนฆรเจดีย์, ต้นอชปาลนิโครธ, ต้นมุจลินทร์, ต้นราชายตนะ สถานที่ประทับทั้ง ๗ แห่งนี้ ต่อมาถือกันว่าเป็นที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า สัตตมหาสถาน นับเป็นพุทธเจดีย์ประการหนึ่งด้วย ผู้ใดจาริกมาแล้ว ควรที่จะได้ถวายการสักการะให้ครบ ทุกแห่งด้วยว่าการพิจารณาธรรมตามพุทธสถานเหล่านั้น จัดว่ามีอานิสงส์มากแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติ

น่าเสียดายที่ฉันมีเวลาสักการะ สัตตมหาสถานไม่ครบ ถ้ามาแต่ที่พุทธคยาจะมาแต่ที่นี่สามวันเลยคงดี พี่ในคณะคนหนึ่งเคยมาแล้ว วันรุ่งขึ้นมาที่นี่ตั้งแต่ตีห้า เข้าใจแล้วว่าทำไม เพราะอยู่ที่นี่สงบจริงๆนี่เอง

สถานที่แรก

 

 

โพธิบัลลังก์

โพธิบัลลังก์อยู่ในปริมณฑลที่ทรงตรัสรู้ ด้านทิศตะวันตกของพระมหาเจดีย์ นับได้ว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์รวมใจของชาวพุทธทั่วโลก ผู้มีศรัทธาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างพากันมาสักการะจากทั่วทุกมุมของโลกมิได้ขาด

พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่   ณ   บริเวณต้นศรีมหาโพธิ์ เป็นสัปดาห์แรก    ใคร่ครวญ ปฏิจจสมุปปบาท ทั้งปฏิโลมและอนุโลม ทั้งสายเกิดและสายดับ ทรงเปล่งอุทานว่า เราท่องเที่ยวมานาน       ๔ อสงไขย กำไรอีกแสนกัป ณ บัลลังก์แห่งนี้เป็นวิชัยบัลลังก์ เป็นมงคลบัลลังก์ เราจะนั่งอยู่เหนือบัลลังก์นี้ตลอด ตราบใดดำริของเรายังไม่บริบูรณ์ จักไม่ลุกขึ้น แล้วทรงเข้าสมาบัติ ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข โดยโพธิบัลลังก์นี้ ตลอด ๗ วัน

ที่นี่มีรั้วกั้น เมื่อก่อนให้เข้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ให้ เราทำพิธี ห่มจีวรรอบต้นโพธิที่นี่ แล้วปิดทองอธิษฐานโดยเอาศีรษะแบบไปที่กั้นที่สลักสวยงาม รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

อนิมิสเจดีย์

            เจดีย์ทาสีขาว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ์  ทางขวามือเมื่อเข้าไปในบริเวณโพธิมณฑล ที่แห่งนี้เรียกว่า อนิมิสเจดีย์ เป็นที่พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๒ หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว โดยที่ประทับยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตลอด ๗ วัน

            หลวงจีนฟาเหียน กับพระถังซัมจั๋ง ได้พรรณนาไว้เหมือนกันว่า “ด้านขวาทางทิศเหนือของสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จ (จงกรม) มีหินก้อนใหญ่วางอยู่ และบนก้อนหินใหญ่นี้มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ พระพุทธรูปองค์นี้ลืมพระเนตรกว้างชำเลืองขึ้นบนท้องฟ้า”

พระพุทธองค์ทรงออกจากสมาบัติเป็นวันที่ ๘ นับแต่ทรงตรัสรู้ ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เพื่อระงับความปริวิตกของเทวาดา ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ๗ วันนั้น เพราะยังไม่ทรงละความอาลัยในบัลลังก์ ทรงบันดาลท่อน้ำท่อไฟให้พวยพุ่งออกจากส่วนของพระวรกายเป็นคู่ เป็นต้น

พระบรมศาสดาประทับยืนทางด้านทิศเหนือ ทรงลืมพระเนตรแลดูบัลลังก์และต้นโพธิ์ อันเป็นสถานที่บรรลุผลแห่งพระบารมีทั้งหลาย ด้วยดวงเนตรที่ไม่กระพริบอยู่ตลอด ๗ วัน สถานที่นี้จึงชื่อว่า อนิมิสเจดีย์


 


 

รัตนจงกรมเจดีย์

            ณ บริเวณข้างพระมหาเจดีย์ด้านทิศเหนือ มีหินทรายสลักเป็นดอกบัวบานรับแสงอาทิตย์ จำนวน   ๑๙ ดอก มีแท่นหินทรายแดงยาวประมาณ ๖ เมตร และมีป้ายหินอ่อนปักไว้ให้รู้ว่า นี้คือรัตนจงกรมเจดีย์ (Ratna Cakra Chatiya) ที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๓ อยู่ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์กับ อนิมิสเจดีย์

            พระบรมศาสดาทรงนิรมิตที่สำหรับจงกรม ระหว่างโพธิบัลลังก์ กับที่ประทับยืนเพ่งอนิมิสเจดีย์ เพื่อเสด็จจงกรมจากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก ทรงปฏิบัติเช่นนี้ตลอด ๗ วัน สถานที่นี้จึงมีชื่อว่า รัตนจงกรมเจดีย์

 

เรานั่งสมาธิด้านทิศเหนือ พอเดินมาทางด้านนี้ต้องระวังไม่ให้เดินชน เพิ่งรู้ว่าเป็นบริเวณเดินจงกลมของพระพุทธเจ้านี่เอง เวลาเดิน ทุกคนต้องระวังเช่นเดียวกับเดินจงกลม

 

รัตนฆรเจดีย์

            สถานที่ด้านทิศเหนือของพระมหาเจดีย์ ลักษณะรูปทรงเป็นวิหารสี่เหลี่ยม ไม่มีหลังคามุง กว้างประมาณ ๑๑ ฟุต ยาวประมาณ ๑๔ ฟุต รอบข้างเต็มไปด้วยเจดีย์โบราณ มีพระพุทธรูปสมัยคุปตะและสมัย ปาละ พิจารณาแล้วเห็นน่าจะมีผู้นำมาตั้งไว้ในสมัยหลัง   หน้าประตูเข้าด้านตะวันตกมีป้ายบอกว่า รัตนฆรเจดีย์ (Ratnagrha Chatiya)  สถานที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขในสัปดาห์ที่ ๔ ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสี ฯ สถานที่นี้อยู่ ๗ วัน


            อรรถกถาเล่าว่า เทวดาทั้งหลาย เนรมิตเรือนแก้วทางทิศพายัพจากต้นโพธิ์ถวายพระพุทธองค์ให้ประทับนั่งขัดสมาธิเพ็ชรในเรือนแก้วนั้น และทรงพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก และสมันตปัฎฐานอันอนันตนัย ซึ่งมีนัยไม่สิ้นสุดในพระอภิธรรมนั้น โดยพิสดาร ทรงปฏิบัติอยู่เช่นนี้ตลอด ๗ วัน สถานที่นี้จึงชื่อว่า รัตนฆรเจดีย์

 

ต้นอชปาลนิโครธ

สถานที่แห่งนี้อยู่ระหว่างแม่น้ำโมหนี กับแม่น้ำเนรัญชรา ไม่ห่างกันเท่าไรนัก กับเนินดินบ้าน     นางสุชาดา มีเทวาลัยของชาวฮินดู ลักษณะยอดแหลมเช่นเดียวกับสถูปทั่วไป บริเวณนั้นมีต้นไทรใบใหญ่ อายุประมาณ ๑๐๐ ปีขึ้นไป ๕-๖ ต้น เด็กสองสามคนกำลังใช้ไม้ดึงกิ่งไม้ เพื่อนำใบมาเลี้ยงแพะที่เดินไปเดินมา หากินอยู่ ทำให้ระลึกถึงครั้งพุทธกาลว่า ณ ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งอยู่ของต้นอชปาลนิโครธ (The Ahapala Tree) ต้นไทรที่เด็กเลี้ยงแพะชอบมาพักอาศัยหลบลมร้อน ฝูงแพะได้เก็บกินใบที่ตกลงมา

            พระพุทธองค์ประทับ เสวยวิมุตติสุข ในสัปดาห์ที่ ๕ ณ ควงไม้ไทรที่มีชื่อว่า อชปาลนิโครธ ตลอด ๗ วัน ทรงตรึกถึงบุคคลที่สมควรรับฟังคำสอน ณ ที่แห่งนี้เกิดคำอุปมาแห่งบุคคล เหมือนอุบล ๔ เหล่า และท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลอาราธนาแสดงธรรม   สถานที่แห่งนี้เมื่อก่อนจะตรัสรู้ พระมหาบุรุษได้ทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา  ธิดากุฎุมพีแห่งอุรุเวลาเสนานิคม ณ ภายใต้ควงไม้ไทรแห่งนี้เช่นกัน

            การที่จะไปให้ถึงควงไม้ไทรที่มีชื่อ อชปาลนิโครธ จะต้องเดินลัดทุ่งข้าวสาลี โดยตั้งต้นเดินจากบ้านนางสุชาดา ลัดเลาะผ่านหมู่บ้านของชาวอินเดียไปไม่นานก็ถึง หรือ มิฉะนั้น ก็ใช้วิธีชี้ชวนให้ชมจากเนินดินบ้านนางสุชาดา พอได้ชื่อว่าได้เห็นแล้วเท่านั้นก็เอวัง...

 

 

ต้นมุจลินทร์

สถานที่ประทับเสวยวิมุตติสุขแห่งนี้   อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของต้นศรีมหาโพธิ์  ประมาณ      ๒ กิโลเมตร ห่างจากแม่น้ำเนรัญชราประมาณครึ่งกิโลเมตร อยู่ใกล้กับหมู่บ้านมุจลินทร์ มีเส้นทางสำหรับ รถท้องถิ่นผ่านหรือจะเดินลัดทุ่งนา ผ่านหมู่บ้านอุเลนก็ได้ จะมีสระน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า มุจลินทร์โบกขรี มีต้นตาลใหญ่ประมาณ ๗ - ๘ ต้นล้อมรอบอยู่

            สมัยหลวงจีนมาพบเห็นนั้น ท่านเล่าว่า “สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่า ติดกับสระมุจลินทร์ น้ำในสระเป็นสีครามแก่ มีรสหวานอร่อย มีพระพุทธรูปหินสลักสีดำอยู่ในวิหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งบนฝั่งตะวันตกของสระมุจลินทร์”

            ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระพุทธองค์เสด็จมาเสวยวิมุตติสุข ประทับที่โคนไม้มุจลินทร์(The Mucalinda Tree) เป็นเวลา ๗ วัน ในสัปดาห์ที่ ๖ หลังจากทรงตรัสรู้แล้วในช่วงนั้นพายุพัดเมฆฝนมา มีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน พระยามุจลินท นาคราช   ได้เข้าถวายอารักขาด้วยการแผ่พังพานพร้อมด้วยขนด ๗ รอบ เพื่อป้องกันความหนาว ลม ฝน แดด เหลือบ ยุง มิให้เบียดเบียนพระพุทธองค์ เมื่อฝนหยุดตกแล้ว มุจินทนาคราช จึงคลายขนด แล้วจำแลงรูปของตนเป็นมาณพหนุ่ม ถวายนมัสการ ณ เบื้องพระพักตร์ พระองค์จึงทรงเปล่งพระอุทานว่า “ความสงัดเป็นสุขของบุคุคลผู้สันโดษ ผู้มีธรรมปรากฏแล้ว ผู้เห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก”

 

ต้นราชายตนะ

สถานที่ต้นไม้เกด ชื่อ ราชายตนะ (The Rajayatana Tree) ที่พระพุทธองค์เคยประทับเสวยวิมุตติสุข อยู่ทางทิศใต้ของต้นศรีมหาโพธิ์ ห่างจากแม่น้ำเนรัญชราไปทางทิศตะวันตก ประมาณ ๒ กิโลเมตร ครึ่ง เป็นทางผ่านของขบวนกองเกวียนที่พ่อค้าวานิชใช้ติดต่อกันระหว่างเมืองพาราณสี นครราชคฤห์ กรุงโกสัมพี มาแต่โบราณกาล ปัจจุบันบริเวณนั้นมีเทวสถานกับต้นโพธิ์ที่ชาวบ้านผู้นับถือศาสนาฮินดู พากันมาประกอบพิธีตามความเชื่อของตน

            ตามความในปฐมสมโพธิ์กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ ๗ หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ บริเวณควงไม้ราชายตนะ ได้มีพ่อค้า ๒ พี่น้อง คือ ตปุสสะและภัลลิกะ นำเกวียนบรรทุกสินค้าจากอุกกลชนบท เดินทางมาถึงที่ประทับเกิดความเลื่อมใส จึงพากันเข้าเฝ้าพร้อมทั้งได้ถวายข้าวสัตตุ ชนิดก้อนและชนิดผง


            พระพุทธองค์ทรงดำริว่า พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่รับด้วยมือ ท้าวเทวราชทั้ง ๔ ทรงนำบาตรศิลา ๔ ใบ แล้วอธิษฐานให้เป็นบาตรเดียว รับข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง จากนั้น พ่อค้า ๒ พี่น้องจึงได้ประกาศตนเป็นอุบาสก ขอถึง พระพุทธ พระธรรม เป็นสรณะตลอดชีวิต นับว่าวานิชสองคนนี้ เป็นเทว?วาจิกอุบาสกพวกแรกในโลก ผู้กล่าวถึงรัตนะสอง คือ พระพุทธ และพระธรรม ว่าเป็นสรณะตลอดชีวิต

 

            ในอรรถกถาพระวินัยปิฎก มหาวรรคพระพุทธองค์ทรงลูบพระเศียร พระเกสาติดที่พระหัตถ์ แล้วทรงประทานพระเกสาเหล่านั้นแก่ วานิชทั้งสอง ยังความรื่นเริงยินดีเหมือนได้อภิเษกด้วยอมตธรรม ถวายบังคมลาแล้วหลีกไป นำพระเกศธาตุไปประดิษฐ์ไว้ในพระเจดีย์ ในนครของตน

            ครั้นถึงวันสุดท้ายแห่งสัปดาห์ที่ ๗ ที่ประทับนั่ง ณ โคนไม้ราชายตนะนั้น พระพุทธองค์ดำริทรงว่า จะสรงพระพักตร์ ม้วนพระโอษฐ์ และทรงทำสรีระกิจ ท้าวสักกะจอมเทพจึงได้นำผลสมอ อันเป็นยาสมุนไพรมาถวาย เพื่อถ่ายพระบังคนหนัก และถวายไม้ชำระพระทนต์ น้ำสรงพระพักตร์ เมื่อสิ้นสุด ๑๙ วัน พระพุทธองค์ก็เสด็จกลับไปประทับ ณ อชปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง

            พระถังซัมจั๋ง พระนักจาริกแสวงบุญชาวจีนเห็นพระเจดีย์และสถูปที่ตรงนี้กล่าวว่า “สถานที่นี้ พ่อค้า ชื่อ ตปุสสะ และภัลลิกะ ได้ถวายข้าวตาก และน้ำผึ้ง แก่พระพุทธเจ้าที่ตรงนี้ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงรับข้าวหุงด้วยน้ำนมจากนางสุชาดาก่อนทรงตรัสรู้”

            ในอรรถกถากล่าวว่า ระยะแรกหลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ขณะประทับอยู่ ณ โคน        ไม้ราชายตนะ  ตปุสสะ และภัลลิกะ วานิชสองพี่น้องชาวอุตตราปถะ ที่เดินทางจากอุกกาชนบท เข้ามาค้าขายยังกรุงราชคฤห์ได้ถวายสัตตุผงและสัตตุก้อนแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นพระกระยาหารมื้อแรกหลังจากทรงตรัสรู้ ได้ชื่อว่าเทว?วาจิกอุบาสก เป็นอุบาสกคู่แรกในโลกที่กล่าววาจาขอถึงพระพุทธเจ้าและ        พระธรรมเป็นสรณะ (ในเวลานั้นยังไม่มีพระสงฆ์)
ซึ่งพระพุทธองค์ได้ประทานพระเกศธาตุแก่สองพี่น้องนั้น เขาได้บรรจุพระเกศธาตุไว้ในผอบทองคำ สร้างเจดีย์บรรจุพระเกศธาตุนั้นบูชาไว้ที่เมือง อสิตัญชนะ แคว้นอุตตราปถะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคนทั้งสอง

            ต่อมา คนทั้งสองได้ทราบข่าวว่า หลังจากพระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนาแล้ว เสด็จจากเมืองพาราณสีไปยังกรุงราชคฤห์ จึงได้ตามมาเฝ้าที่กรุงราชคฤห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสแสดงธรรมแก่เธอ ทั้งสองได้บรรลุโสดาปัตติผล ตปุสสะอยู่เป็นอุบาสกไม่บวช ภัลลิกะบวชแล้วได้บรรลุอรหัตตผล พร้อมด้วยอภิญญา ๖ เมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระอารามเชตวัน ทรงสรรเสริญชนทั้งสองว่า เป็นเลิศกว่าอุบาสก ผู้ถึงสรณะก่อนผู้ใด

  
ประวัติของที่พุทธคยาก็เล่ากันยาว ต้นโพธิที่เราไหว้นี้เป็นต้นที่สี่ จากหน่อเดิม ครั้งสมัยพุทธกาล

ประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึก

 

 

ดินแดนแห่งนี้ ชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งแสงสว่างของโลก เป็นที่หมายปองของผู้คนที่ต้องการประโยชน์ พระพุทธศาสนามีจิตใจกว้างขวางเผื่อแผ่ มีปกติไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร มีน้ำใจกับทุกคนอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ศาสนาพราหมณ์จึงขยับตัวเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ได้โดยง่าย ปรากฏในจารึกตอนปลายราชวงศ์ปาละ (ศตวรรษที่ ๑๐) ว่ามีการใช้กำลังบังคับเพื่อเปลี่ยนแดนพุทธที่นี้ให้เป็นดินแดนพราหมณ์ โดยการนำเอารูปพระศิวพรหม หรือพระมหาเทวจตุรมุขเข้าไปประดิษฐานในวิหารมหาโพธิ์


            เมื่อ พ.ศ. ๑๔๙๑  (ค.ศ. ๙๔๘)   มีพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าวิกรมาทิตย์แห่งเมืองมัลวา ชื่อ        อมรเทวะ แต่งหนังสือชื่อ อมรโฆษะบอกว่าได้ออกแบบวิหารมหาโพธิ์ใหม่ โดยเอาเค้าเทวาลัยของศาสนาพราหมณ์ผสมกับเจดีย์ของพระพุทธศาสนา คือ ยอดเป็นสถูป ตอนกลางเป็นปรางค์ ตอนล่างเป็นวิหาร แล้วดัดแปลงวิหารมหาโพธิ์ให้เป็นอย่างที่เห็นปัจจุบัน ความมุ่งหมายเพื่อให้เห็นว่าพุทธกับพราหมณ์นั้นเป็นวัฒนธรรมอินเดียด้วยกันนั่นเอง

            มหาโพธิ์สังฆารามถูกสร้างขึ้น ตั้งอยู่อย่างสง่างาม แต่ก็ผุพังไปตามกาล และกระแสแห่งศรัทธาของคนแต่ละยุคสมัย จากน้ำมือพราหมณ์ ผ่านเข้ายุคมุสลิม มหาสังฆารามจึงต้องตกอยู่ในสภาพเป็นเมืองร้าง ที่ถูกเผาผลาญจนราบเรียบ   ถูกทอดทิ้งให้เป็นป่าดงไป   ทั้งถูกพวกมุสลิมคอยรังแก  และถูกพวกพราหมณ์  รบกวนจนตั้งตนไม่ติด เช่นเดียวกับนาลันทา มหาสังฆารามแห่งพุทธคยานี้ จึงหลุดมือชาวพุทธไปอย่าง    เด็ดขาดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๑๓๓ (ค.ศ. ๑๕๙๐)  ตกอยู่ในความครอบครองของนักบวชมหันต์ “ในนิกายทัสนามิสันยาสีคนหนึ่งชื่อ โคสายฆมัณทีคีรี”


            พุทธคยาสังเวชนียสถานของชาวพุทธตกอยู่ในความครอบครองของศาสนาอื่น  คือ  ฝ่ายมหันต์  ถือสิทธิ์อันชอบธรรมของเขา โดยอ้างว่าเมื่อ พ.ศ. ๑๗๒๗ จักรพรรดิ์โมกุล ชื่อ มูฮัมมัดชาห์ ได้พระราชทานหมู่บ้านมัสติปุระและตาราทิห์ให้เป็นสมบัติของมหันต์ องค์ที่สี่ ชื่อ ลาลคีรี วิหารมหาโพธิ์อยู่ในหมู่บ้านตาราทิห์ มหันต์จึงถือว่าเขา เป็นเจ้าของวิหาร และบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธคยาทั้งหมด

            ในปี พ.ศ. ๒๓๕๔ (ค.ศ. ๑๘๑๑) พระเจ้าแผ่นดินพม่าเสด็จมาที่นี้ แล้วส่งทูตมาเจรจาขอบูรณะวิหารขึ้นใหม่ เพราะตามบันทึกของ ดร.บุคานัน แฮมิลตัน ได้มาถึงที่นี้ใน พ.ศ. ๒๓๕๔ (ค.ศ. ๑๘๑๑) บันทึกว่า วิหารมหาโพธิ์ตกอยู่ในสภาพย่อยยับ และพวกมหันต์ไม่ใยดีเหลียวแลพระเจ้าแผ่นดินพม่า  ควรได้รับเกียรติเป็นผู้บูรณะพุทธคยาขึ้นใหม่ กระทั่งสมัยพระเจ้ามินดง พ.ศ. ๒๔๑๗ (ค.ศ ๑๘๗๔) เจรจาผ่านรัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นอังกฤษขอบูรณะพุทธคยาซึ่งเป็นที่สักการะของชาวพุทธทั่วโลก   ตกอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม        อย่างหนัก  อังกฤษได้แจ้งต่อพวกมหันต์ผู้ถือสิทธิ์เป็นเจ้าของก็ได้รับอนุญาตให้พระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่า ว่าให้บูรณะได้ แต่ขออย่าให้ทำลายเทวรูปของศาสนาฮินดูที่ตั้งอยู่ในโบราณสถานนั้น โดยพระราชทานเครื่องเงินและเครื่องทองคิดเป็นราคา ๖๐,๐๐๐ รูปี มาให้แก่มหันต์ ขอให้ตั้งบูชาต้พระศรีมหาโพธิ์ ณ ศาลา บริโภคที่พระเจ้ามินดงทรงสร้างไว้หลังหนึ่ง ด้วยช่างพม่ามิได้อาศัยหลักวิชาทางศิลปกรรมในการบูรณะ อาจทำให้เสียรูปเดิม อังกฤษจึงส่งช่างเอก ๒ นายมาช่วยกำกับ  คือ  เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม   กับ   ดร.ราเชน ทรลาลมิตร แต่งานบูรณะพุทธคยาก็ยังไม่เสร็จตามความปรารถนาของพระเจ้ามินดง พอดี พม่าเกิดรบกับอังกฤษขึ้น จึงยุติการบูรณะไว้

            พุทธคยาตกอยู่ในภาวะร่วงโรยอับเฉา เมื่อรัฐบาลอังกฤษมีความเกรงใจมหันต์อย่างมาก ซึ่งมหันต์เองไม่เอาใจใส่ต่อการบูรณะใด ๆ ปล่อยให้ชาวบ้านขโมยข้าวของภายในบริเวณวิหารไปเสียมากต่อมาก ในระหว่างนั้นชาวพุทธได้แสดงออกถึงความเป็นห่วงต่อมหาเจดีย์พุทธคยาเป็นอย่างมาก ด้วยการร้องเรียนก็ไม่เป็นผล จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๓๓ (ค.ศ. ๑๘๙๐) มี  เซอร์เอ็ดวิน อาร์โนลด์ ฝรั่งชาวอังกฤษ ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาเห็นพุทธคยาในระหว่างบูรณะซ่อมแซมเป็นการใหม่  เห็นว่าสถานที่นี้ควรตกเป็นของชาวพุทธจึงจะถูกต้องชอบธรรม ได้แต่งบทประพันธ์พุทธประวัติเป็นภาษาอังกฤษชื่อว่า THE LIGHT OF ASIA (ประทีปแห่งเอเชีย) ขึ้น และมีหนังสือขอให้รัฐบาลอังกฤษยกพุทธคยาให้แก่ชาวพุทธ กระทั่ง พ.ศ. ๒๔๓๔ (ค.ศ. ๑๘๙๑)
จึงมีมนุษย์ใจสิงห์ ชาวลังกาคนหนึ่ง ชื่อ ท่านอนาคาริกธรรมปาล เดินทางมากราบพระ ณ ที่นี้ การต่อสู้อันชอบธรรมของชาวพุทธที่จะเป็นเจ้าของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้จึงเกิดขึ้น

            ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ขณะที่มีอายุเพียง ๒๙ ปี มาถึงที่นี้เกิดความหดหู่ใจเมื่อเห็นสถานที่     ศักดิ์สิทธิ์ถูกทอดทิ้ง เหมือนคนไร้ญาติขาดมิตร ซากวิหารผุพัง พระพุทธรูปแตกหักตกอยู่เกลื่อนกลาด ดูเป็นที่น่าละอายใจยิ่งนัก ในฐานะที่ท่านเป็นชาวพุทธ ได้ดำเนินการทุกวิธีที่จะได้พุทธคยาคืนมาเป็นสมบัติของชาวพุทธ ด้วยการตั้งสมาคมมหาโพธิ์ขึ้น ออกเรียกร้องให้ชาวพุทธทั่วโลก มีญี่ปุ่นไทย กัมพูชา พม่า อังกฤษ     เนปาล ธิเบต ยะข่าย อเมริกา เปิดการเจรจากับมหันต์อย่างเป็นทางการ โดยนำภิกษุร่วมใจมี ๔ องค์ ไปพักอยู่ที่พุทธคยา ขอซื้อที่ดินพุทธคยาส่วนหนึ่ง ตอนต้นมหันต์ยอมขายที่ดินให้ตามความต้องการ ครั้นจะเอาจริงเข้ากลับไม่ขาย ด้วยเกรงว่าผลประโยชน์รายได้ของตนจากวิหารพุทธคยาจะลดน้อยลงไป ในตอนหลังยอม ตกลงขายให้บางส่วนพอเป็นพิธี ยังไม่ทันจะวางเงินและแบ่งโฉนดกัน ทางการอังกฤษต้องการเอาใจมหันต์ได้เข้าแทรกแซงโดยขอให้เลื่อนเวลาแบ่งโฉนดออกไปอีก โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันมิให้เกิดความยุ่งยากในกาลภายหน้า และแนะนำให้ท่านธรรมปาละกลับไปลังกาสักชั่วคราว

เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ (ค.ศ. ๑๘๙๑) มีการประชุมพุทธศาสนิกสากลขึ้นที่พุทธคยา มีผู้แทนจาก ลังกา จีน ญี่ปุ่น ร่วมกันประชุม ญี่ปุ่นประกาศว่าจะพยายามหาเงินมาซื้อวิหารมหาโพธิ์ให้จงได้   ทุกคนมีความหวังถึงกับยกธงชาติญี่ปุ่นคู่ธงศาสนาภายใต้ต้นโพธิ์ตรัสรู้ ผลที่ออกมากลับกลายเป็นความหวาดระแวงของอังกฤษ เพราะญี่ปุ่นเพิ่งรบชนะรัสเซียมาหยก ๆ เกรงว่าจะแผ่อำนาจไปเข้าอินเดีย รัฐบาลอินเดียของอังกฤษจึงไม่ยอมให้ชาวพุทธเข้าครอบ
ครองพุทธคยา จึงจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง

ขบวนการกู้ต้นพระศรีมหาโพธิ์พุทธคยาที่อัปปางจากมือชาวพุทธ ได้ดำเนินการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตั้งแต่เข้าพบผู้ว่าการแคว้น เข้าเจรจากับพวกมหันต์ ออกนิตยสารมหาโพธิ์ เขียนบทความเผยแผ่ไปจนถึงยุโรป อเมริกา เข้าพบนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา เช่น ท่านแมกซ์มึล, เซอร์ เอดวิน อาร์โนลด์, เซอร์วิลเลี่ยม หันเตอร์ และพันเอกโอลคอตต์ ออกปราศรัยที่พม่า อังกฤษ สิงคโปร์ ไทย ลังกา เพื่อขอความสนับสนุนให้ประเทศเหล่านั้นเป็นที่พึ่งได้บ้าง เป็นกำลังใจได้บ้าง หรือเพียงพบหน้ากันได้บ้างเท่านั้น

ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ (ค.ศ. ๑๘๙๓) ท่านธรรมปาละกลับมาเยี่ยมพุทธคยา อีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วย     พันเอกโอลคอตต์ และ นายเอดซ์ นักเทววิทยาฝรั่งจากดาร์จีลิง เมื่อมาถึงพุทธคยาประสบเหตุการณ์ร้ายแรง อันมิได้คาดฝันมาก่อน คือ ภิกษุ ๔ องค์ ที่พบ ณ กุฏิพระพม่า ได้ถูกลูกศิษย์มหันต์ทุบตีเกือบตาย ขณะที่ท่านกำลังท่องพระวินัย และวิสัชนาธรรมอยู่ ท่านธรรมปาละและคณะเข้าไปในกุฏิ เห็นหยดเลือดเปรอะอยู่กับพื้น ต่างพากันสลดใจ แจ้งให้พวกมหันต์ทราบ และขอให้นำเอาตัวผู้ร้ายมาลงโทษ แต่มหันต์ปฏิเสธ และยังบอกว่าจะไม่ยอมขายหรือให้เช่าที่ดินใด ๆ ในเขตพุทธคยาทั้งสิ้น แม้แต่พวกธรรมยาตราก็ไม่อนุญาต

ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๘ (ค.ศ. ๑๘๙๕) ชาวพุทธขอให้นำพระพุทธรูปอายุ ๗๐๐ ปี ที่พระสงฆ์ญี่ปุ่นมอบให้เข้าไปประดิษฐานไว้ในวิหารมหาโพธิ์ พวกหัวหน้าศาสนามหันต์ไม่เห็นด้วย อ้างว่าพุทธเป็นแต่เพียงนารายณ์อวตารปางที่ ๙ และวิหารนั้นก็เป็นสมบัติฮินดู หาควรที่ชาวพุทธจะถือสิทธิ์มากเกินไปม่ และกลับแสดงความชิงชังอย่างรุนแรง ขู่ท่านธรรมปาละว่า ขืนนำเอาพระพุทธรูปเข้าไปตั้งไว้ในวิหารมหันต์จะเอาเงินแสนรูปี จากตู้บริจาคของชาวพุทธ ไปจ้างคน ห้าพันคน ฆ่าท่านธรรมปาละให้ตาย

 

บทบาทมหันต์

คืนนั้น ท่านธรรมปาละนั่งสมาธิที่ต้นศรีมาโพธิ์ด้วยจิตแน่วแน่ แล้วรีบไปปลุกพระสงฆ์ให้ลุกขึ้นเวลาในใกล้เที่ยงคืนทุกองค์ ได้ร่วมกันตั้งสัตย์ถึง ๗ ครั้งขออุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา แล้วอันเชิญพระพุทธรูปเข้าประดิษฐานในวิหารมหาโพธิ์ชั้นบน เสร็จแล้วเตรียมจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย

            ทันใดนั้น ลูกศิษย์ของมหันต์สองคนเห็นเข้า จึงเดินเข้าไปบังคับให้เอาพระพุทธรูปออกจากวิหาร พร้อมกับไปตามพวกอีก ๕๐ คน กรูกันเข้ามาทำร้ายท่านธรรมปาละกับภิกษุสงฆ์ด้วยไม้พลอง ตะบองสั้นครบมือ ทุกคนด่าทอคณะสงฆ์อย่างไม่มีชิ้นดี และจับพระพุทธรูปโยนลงมาจากที่ตั้ง พระพักตร์คว่ำลงดิน


            ข่าวการโยนพระพุทธรูปออกจากวิหารมหาโพธิ์แพร่ไปในกลุ่มพุทธศาสนิกทั่วโลก ท่านธรรมปาละนำเรื่องฟ้องศาล ศาลตัดสินลงโทษลูกศิษย์มหันต์ ๓ คน จำคุกคนละหนึ่งเดือนและปรับคนละ ๑๐๐ รูปี  พร้อมกับพิพากษาให้ท่านธรรมปาละนำพระพุทธรูปออกไปเสียให้พ้นจากพุทธคยาด้วย แม้เวลานั้นพระพุทธรูปตั้งอยู่ในกุฏิพระพม่า

            ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ (ค.ศ. ๑๙๐๒) มีความเคลื่อนไหวทั่วโลก เริ่มจากความคิดเห็นของ เซอร์เอดวิน อาร์โนลด์ ดร.ริส เดวิดส์ และศาสตราจารย์ แมกซ์มึลเล่อร์ ที่ไปเปิดไฮด์ปาร์คทั่วชุมชนต่าง ๆ ในนครนิวยอร์ค เมืองชิคาโก และเมืองซานฟรานซิสโก จนถึงประเทศแคนาดา ทำให้เสียงชาวพุทธ
เริ่มมีพลังต่อความเคลื่อนไหวนั้น แต่พวกมหันต์กลับเพิ่มความรังเกียจชาวพุทธมากขึ้น แม้ศาลแห่งรัฐบาลเบงกอลจะพยายามไกล่เกลี่ยให้มหันต์เพลามือลงก็ตาม ท่านธรรมปาละต้องจ้างทนายความต่อสู้คดี จึงชนะความทั้งสองศาล แต่ชัยชนะครั้งนั้นต้องทำให้จ่ายเงินทองเป็นอันมาก แทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ก็เป็นผลดีมากขึ้นทุกที

            ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ (ค.ศ. ๑๙๒๔) ชาวพุทธในพม่า ลังกา และเนปาล เข้าชื่อกันร้องเรียนให้พรรคคองเกรสส์ของอินเดียสนใจพิเศษ และตั้งกรรมาธิการขึ้นสอบสวนโดยมี ดร. ราเชนประสาทเป็นประธาน พร้อมกับเสนอหาทางปรองดองโดยตั้งกรรมการฝ่าย ชาวพุทธ ๕ คน ชาวฮินดู ๕ คน เป็นผู้ดูแลพุทธคยา การนี้จะทำขึ้นได้ก็โดยออกกฎหมายบังคับ

 

ความเห็นของท่านมหาตมคานธี

            กระแสความเห็นใจชาวพุทธมีมากขึ้น จากข้อเขียนของผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้น เช่น ท่านมหาตมคานธี เขียนความเห็นลงในหนังสือพิมพ์ว่า วิหารพุทธคยานี้ ควรเป็นสมบัติของชาวพุทธโดยชอบธรรม ไม่มีอะไรสงสัยอีกแล้ว ข้อยุ่งยากในกฎหมายควรยุติกันเสียที ท่านมหาตมคานธีกล่าวด้วยว่า การที่มีการนำสัตว์ไปฆ่าทำพิธีกรรมในวิหารมหาโพธิ์ ถ้าข่าวเป็นจริงย่อมไม่สมควรที่จะล่วงละเมิดต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนาโดยตรง และย่อมเป็นการประทุษร้ายต่อจิตใจของชาวพุทธทั่วไปอย่างแน่นอน ท่านระพินทรนาถ ฐา+++
 เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า บรรดาฮินดูซึ่งมีสัจจะต่อตนเองต้องยอมรับว่า ที่ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนี้ จะตกอยู่ในความดูแลของศาสนาอื่นไม่ได้ เพราะตนเองไม่มีเกี่ยวข้องลอะไร และไม่มีเยื่อใยอะไรต่อศาสนาพุทธ ทั้งการประกอบพิธีกรรมก็ไม่เหมือนกัน เมื่อบุคคลสำคัญ ๆ ของอินเดียแสดงความเห็นในทำนองเดียวกันทั้งนั้น ทำให้พวกมหันต์ตกใจมาก ถึงกับไปว่าจ้างศาสตราจารย์    คนหนึ่งในมหาวิทยาลัยปาตนา ให้ออกรับและโฆษณาต่อต้านความเห็นของบุคคลสำคัญเหล่านั้น

 

สิทธิปกครองพุทธคยา

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) อินเดียได้รับเอกราชคืนโดยสมบูรณ์จากอังกฤษ มหาโพฺธิสมาคม พยายามรบเร้าในเรื่องสิทธิปกครองพุทธคยาต่อรัฐบาลอินเดียอยู่ตลอดเวลา กระทั่งเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ (ค.ศ. ๑๙๔๘)
ดร. ศรีกฤษณะ ซิงห์ นายกรัฐพิหารได้เสนอร่างรัฐบัญญัติวิหารพุทธคยาเข้าการพิจารณาของสภาแห่งแคว้นพิหาร แต่ได้ถูกชาวพุทธวิพากษ์อย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับคณะกรรมการผู้ดูแล มีบุคคลที่เป็นฮินดูมากกว่าชาวพุทธ และกรรมการดูแลจะต้องเป็นชาวอินเดียเท่านั้น ในที่สุดร่างรัฐบัญญัติวิหารพุทธคยาก็ได้ผ่านสภาของแคว้นพิหาร ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ (ค.ศ. ๑๙๔๙) โดยให้จัดตั้งเป็นคณะกรรมการการจัดการดูแลวิหารพุทธคยา ๙ คนโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดคยาเป็นประธาน มีกรรมการ ๘ นาย เป็นชาวพุทธ ๔ นาย ชาวฮินดู ๔ นายเท่า ๆ กัน สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดคยา ถ้าหากมิได้เป็นฮินดู ก็ให้เลือกผู้ที่เป็นฮินดูเข้ามาดูแล

            คราวเมื่อนายกรัฐมนตรีพม่ามาไหว้พระถึงที่นี่ ได้ช่วยพูดจากับมหันต์ ขอให้คืนพุทธคยาแก่ชาวพุทธ ทำให้เสียงมหันต์อ่อนลงไปมาก และในตอนพิธีมอบพุทธคยาให้แก่คณะกรรมการใหม่ตามกฎหมายเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ (ค.ศ. ๑๙๕๓) มหันต์ได้เจรจากับทูตพม่าที่มาร่วมพิธีด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า  ช่วยไปบอกท่านอูนุทีว่ามหันต์ได้ยกพุทธคยาให้แก่ชาวพุทธแล้ว


            เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ (ค.ศ. ๑๙๘๗) เกิดมีขบวนการชาวพุทธผู้รักความเป็นธรรมจากมหาราชตะ มี ภิกษุไซไซ ชาวญี่ปุ่นจากนาคปูระเป็นหัวหน้า และชาวพุทธเป็นอันมาก เดินทางมาเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้ชาวพุทธได้เข้าครอบครองพุทธคยาโดยสมบูรณ์ ตั้งข้อเรียกร้องนำศพของมหันต์ที่ฝังไว้ในบริเวณวิหารมหาโพธิ์ออกไป พร้อมกับวิหารปัญจปาณฑป และศิวลึงค์ที่กลางวิหาร ขบวนชาวพุทธใหม่ได้ออกเดินทางไปทุกสถานที่ ขอร้องให้ร่วมเดินไปเรียกร้อง คณะรัฐบาลจึงขอร้องให้พระผู้มีคุณวุฒิจากวัดต่าง ๆ เช่น ธิเบต ลังกา
 พม่า ญี่ปุ่น ไปเจรจา วัดไทยพุทธคยาได้มอบหมายให้ พระครูสังฆกิจวิสุทธ์ (วีรยุทโธ) ไปร่วมเจรจาที่กรุงราชคฤห์ก่อนที่ขบวนผู้เรียกร้องจะเดินทางมาถึงโพธิวิหาร

 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

 

 

ต้นพระศรีมหาโพธิ์  สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ติดกับพระเจดีย์พุทธ คยา ด้านทิศตะวันตก ปัจจุบันอยู่ในเขตปกครองของตำบลพุทธคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร ห่างจากแม่น้ำเนรัญชราประมาณ ๒๐๐ เมตร

            ต้นโพธิ์ ต้นไม้ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้น ชาวอินเดียเรียกว่า อัศวัตถ์ หรือ อัสสัตถ์ หรือ ปิปปละ ภาษาลาติน เรียกว่า Ficus Religiosa ซึ่งเป็นไม้พันธุ์หนึ่งเท่านั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ภายใต้ต้นไม้ชนิดนี้ จึงได้ชื่อว่า ต้นโพธิ์
 หรือโพธิรุกขะ ซึ่งเป็นนามเรียกต้นไม้ตรัสรู้ เช่น พระศรีอาริย์ มีไม้กากทิงเป็นโพธิรุกขะ  พระกัสสปะ มีไม้ไทรเป็นโพธิรุกขะ พระโกนาคม มีไม้มะเดื่อเป็นโพธิรุกขะ เป็นต้น

            พระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธทั่วโลก และดูเหมือนว่าจะเป็นที่ยอมรับว่าเป็น ต้นไม้สัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาไปโดยปริยาย โดยเฉพาะที่พุทธคยาจะมีผู้ให้ความสำคัญไม่ว่าจะเป็นชาติใด  ศาสนาใด  เมื่อไปถึงจะต้องให้ความเคารพยำเกรง   ต้นโพธิ์ปัจจุบันปลูกเมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๔๓
(ค.ศ. ๑๙๐๐) มีอายุได้ ๑๒๑ ปี ลำต้นขนาด ๓ คนโอบ สูงประมาณ ๘๐ ฟุต แผ่กิ่งก้านสาขาเป็นร่มโพธิ์ทองของชาวพุทธ ทางรัฐบาลคอยดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษ มีกำแพงทองล้อมรอบเป็นสัดส่วน กำหนดเวลาปิด -เปิด เพื่อให้ทราบความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ขอนำเรื่องราวที่น่าสนใจมาให้ทราบเป็นลำดับ ดังนี้

 

 

พระศรีมหาโพธิ์ (ต้นที่ ๑)

            ตามพุทธประวัติกล่าวว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้คู่บารมีหรือเป็นสหชาติของพระพุทธเจ้า คือ เกิดขึ้นมาในวันเพ็ญเดือนหก ก่อนพุทธศก ๘๐ ปี วันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าประสูตินั่นเอง ในวันนั้นมีสิ่งที่เกิดพร้อมกัน ๗ อย่าง คือ
 ๑. พระนางยโสธรา หรือพิมพา
 ๒. พระอานนท์
 ๓. อำมาตย์กาฬุทายี
 ๔. นายฉันทะ
๕. ม้ากัณฐกะ
๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์
๗.ขุมทรัพย์ทั้ง ๔
ทั้งหมดนี้เรียกว่า สหชาติ

            พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใต้ควงไม้โพธิ์เมื่อเพ็ญเดือน ๖ ในปฐมยามทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถระลึกชาติหนหลังได้ทั้งสิ้น ในมัชฌิมยามทรงบรรลุจตูปปาตญาณ รู้การเกิดการตายของสรรพสัตว์ และในปัจฉิมยามทรงบรรลุอาสวัคขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำลายอาสวะกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป ด้วยพระปัญญาที่ทรงพิจารณาธรรมโดยอนุโลม ปฏิโลม ก็ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในสมัยรุ่งอรุณเพ็ญเดือน ๖ ทรงเบิกบานพระทัยอย่างสูงสุดถึงกับทรงเปล่งพระอุทานเย้ยตัณหาอันเป็นตัวก่อให้เกิดสังสารวัฎฎ์ทุกข์ แก่พระองค์แต่อดีตชาติว่า “อเนกชาติสังสารัง ฯลฯ” ทรงชนะพญามารและเหล่าเสนามารได้ในสถานที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน


            ในกาลิงคโพธิชาดกเล่าว่า ได้มีการนำเมล็ดโพธิ์จากต้นนี้ไปปลูกที่พระเชตวันมหาวิหารในเมือง    สาวัตถี เป็นการเริ่มต้นขยายพันธุ์โพธิ์ตรัสรู้ไปในที่ต่าง ๆ ของโลก ต่อมาในคัมภีร์มหาวงศ์กล่าวว่า พระเจ้าอโศกเสด็จมาที่นี้เป็นนิตย์ เพราะระยะทางใกล้กันกับราชธานีปาฏลีบุตรของพระองค์ ทรงเป็นผู้ตอนกิ่งโพธิ์ต้นนี้ส่งไปที่เมืองอนุราธปุระในลังกา กิ่งโพธิ์ต้นนั้นยังมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ และพระบาทสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมอบหมายให้พระอาจารย์สาย นำคณะมาเพื่อขอเมล็ดโพธิ์ไปปลูกที่ประเทศไทย ปรากฏว่าขณะนั้น พราหมณ์ครอบครองอยู่ ต้นโพธิ์ถูกล้อมไว้ถึง ๗ ชั้น แต่ด้วยความเป็นมิตรภาพต่อกัน จึงได้มอบเมล็ดโพธิ์ถวายให้นำกลับสู่ประเทศไทย โดยพระองค์ทรงเพาะเอง แล้วนำไปปลูกที่วัดสระเกศ ๑ ต้น วัดบวร ๑ ต้น และวัดมหาธาตุ ๑ ต้น

            ในตำนานมีอ้างถึงต้นโพธ์ต้นนี้ ๒ - ๓ ครั้งเท่านั้น คือ เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาประทับใต้ต้นคืนที่ทรงตรัสรู้ครั้งหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จมาทรมานอุรุเวลกัสสปะ หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าพระองค์เสด็จมาที่นี้อีก จนกระทั่งเมื่อพระองค์จะเสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา พระอานนท์กราบทูลถามว่า เมื่อปรินิพพานแล้วพุทธบริษัททั้งหลายจะพึงยึดเอาสิ่งใดเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ต่อไป พระพุทธองค์จึงทรงแสดงสถานที่ทั้ง ๔ คือ ลุมพินี พุทธคยา สารนาถ และกุสินารา ว่าเป็นที่ควรจะดู ควรจะเห็น ควรให้เกิดความสังเวช แห่งพุทธบริษัทผู้มีศรัทธาทั้งหลาย ที่ว่าพุทธคยานั้น หมายถึงที่ต้นโพธิ์ตรัสรู้นี้โดยตรง ในพระบาลีใช้คำว่า สัมมาสัมโพธิ์ทีเดียว

            ในคัมภีร์มหาวงศ์กล่าวอีกว่า พระเจ้าอโศกทรงหมั่นเสด็จไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่เป็นนิตย์ จนพระมเหสีองค์ใหม่ชื่อ ดิศราชเทวี หรือพระนางติษยะรักษิต หรือที่เรียกกันว่า มหิสุนทรีก็มี เกิดมีจิตริษยาต้นพระศรีมหาโพธิ์ เห็นว่าพระราชสวามีรักต้นโพธิ์ยิ่งกว่านาง จึงลอบให้คนไปทำลายต้นโพธิ์เสีย

            ในคัมภีร์มหาวงศ์ได้กล่าวไว้ว่า พระนางเอาเงี่ยงกระเบนอันมีพิษไปแทงที่ต้นในทีวยาวทานกล่าวว่า พระนางติษยะรักษิต ใช้อำนาจมนต์ทำลาย ในจดหมายของหลวงจีนฟาเหียนกล่าวว่า “พระนางติษยะรักษิตนั้นเองใช้ให้คนไปตัด  ปีที่ต้นโพธิ์ถูกทำลาย ตรงกับปีที่ ๓๗ แห่งรัชกาลของพระเจ้าอโศก เมื่อพระเจ้าอโศกทรงทราบเช่นนั้น ทรงโทมนัส น้อยพระทัย ประกอบด้วยพระโรคาพยาธิก็เบียดเบียน จึงประชวรลง และสิ้นประชนม์หลังจากต้นโพธิ์ถูกทำลายได้เพียง ๔ เดือนเท่านั้น”

            ในบันทึกจดหมายหลวงจีนฟาเหียนกล่าวว่า “เมื่อพระเจ้าอโศกทอดพระเนตรเห็นต้นโพธิ์ล้ม     พระองค์ทรงตกพระทัย ถึงแก่วิสัญญีภาพล้มลง ณ ที่นั้นด้วย เหล่าเสนามาตย์ใช้น้ำลูบพระพักตร์ จนกระทั่งทรงฟื้นคืนพระสติได้อีกแล้ว พระองค์โปรดให้สร้างกำแพงอิฐรอบรากโพธิ์นั้นทันที และโปรดให้นำน้ำนมรดไม้โพธิ์ให้ชุ่มเพื่อให้แตกหน่อขึ้นใหม่ ส่วนพระองค์เองก็ทรงทอดพระองค์ลงกับพื้นดิน ตั้งสัตย์ว่าจะไม่เสด็จลุกขึ้นจนกว่าจะได้เห็นหน่อโพธิ์โผล่ขึ้นมา ในไม่ช้าต้นโพธิ์ก็แตกหน่อขึ้นที่รากเดิมอีก”

 

พระศรีมหาโพธิ์ (ต้นที่ ๒)

ด้วยสัตย์อธิษฐานของพระเจ้าอโศกมหาราช ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก็เจริญเติบโตต่อจากต้นที่ ๑ โดยลำดับ จนถึง พ.ศ. ๑๑๐๐ (ค.ศ. ๖๐๐) พระเจ้าศศางกา กษัตริย์ฮินดูจากแคว้นเบงกอล ไม่พอใจที่เห็นพุทธศาสนามาตั้งแข่งขันกันที่นี้ จึงให้ทำลายวัดวาอารามและต้นโพธิ์ตรัสรู้ เหตุการณ์นี้เกิดก่อนที่หลวงจีนถังซัมจั๋งจะมาถึงที่นี้เพียง ๓๐ กว่าปีเท่านั้น ได้บันทึกไว้ว่า ศศางกาเกรงว่าต้นโพธิ์จะแตกหน่องอกงามขึ้นมาอีก จึงให้ฟันต้นโพธิ์ลงก่อน แล้วขุดรากขึ้นทิ้ง
 เอาไฟเผาแล้วราดด้วยน้ำมันอ้อย ด้วยความหวังอันแน่วแน่ที่จะไม่ให้เหลือพืชพันธุ์สืบต่อไปในอนาคต แต่เผอิญขุดปลายรากแก้วทิ้ง ไม่หมด ยังเหลือติดดินอยู่ ต้นโพธิ์ตรัสรู้จึงไม่สูญสิ้นพันธุ์ไปเลย หลังจากทำลายต้นโพธิ์ตรัสรู้แล้วไม่เท่าไร ศศางกาก็สิ้นพระชนม์อย่างอเนจอนาถ รวมอายุต้นโพธิ์ได้ ๘๗๑ ปี

 

พระศรีมหาโพธิ์ (ต้นที่ ๓)

พระเจ้าปูรณวรมัน กษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ของพระเจ้าอโศกที่ครองแคว้นมคธ ทรงโศกเศร้าพระทัย อย่างยิ่งในการที่ศศางกาทำลายต้นโพธิ์อันเป็นมิ่งขวัญของพุทธบริษัททั้งหลาย รีบจัดการบำรุงรากโพธิ์ที่เหลืออยู่โดยใช้น้ำนมจากแม่โค ๑,๐๐๐ ตัว รดให้ชุ่มอยู่เสมอ ในไม่ช้าหน่อโพธิ์ก็แตกออกมาจากรากเดิมอีก

            พระเจ้าปูรณวรมัน ทรงพยายามประคับประคองอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อต้นโพธิ์สูงขึ้นได้ประมาณ ๑๐ ฟุต พระองค์โปรดให้สร้างกำแพงล้อมรอบด้วยหินล้วน ๆ เพื่อป้องกันมิให้ใครลอบเข้าไปทำลายได้ กำแพงหินที่สร้างครั้งนั้นสูง ๒๔ ฟุต หลวงจีนถังซัมจั๋งมาถึงที่นี้ ได้บันทึกสดุดีพระเจ้าปูรณวรมันว่า เป็นผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์อย่างสูงไว้แก่พระพุทธศาสนา ในการที่ได้กู้ชีวิตต้นพระศรีมหาโพธิ์กลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง

            หลวงจีนเล่าต่อไปว่า ใบโพธิ์สีเขียวเป็นมันขลับ แม้ในฤดูใบไม้ร่วง โพธิ์ต้นนี้ก็ไม่สลัดใบ จะสลัดใบก็เฉพาะในวันปรินิพพานเท่านั้น และก็แตกใหม่อีก นับว่าต้นโพธิ์ตรัสรู้ถูกทำลาย ๓ ครั้ง ครั้งหลังนี้ค่อนข้างหนักมือกว่าครั้งใดทั้งสิ้น แต่ก็เคราะห์ดีที่ยังมีผู้ทำนุบำรุงให้งอกงามขึ้นดังเดิมได้อีก จากนั้นแล้วไม่มีใครจะทำลาย ต้นโพธิ์ตรัสรู้ ต้นที่ ๓ นี้ ก็หมดอายุขัยตายเองตามธรรมชาติ รวมอายุได้ ๑,๒๕๘ ปี เศษ

 

พระศรีมหาโพธิ์ (ต้นที่ ๔)

            เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ (ค.ศ. ๑๘๘๐) รัฐบาลอังกฤษซึ่งปกครองอินเดียอยู่ในเวลานั้น ได้มอบธุระให้นายพล เซอร์ อเล็กซานเดอร์  คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ให้บูรณะสถานที่นี้ ระหว่างที่ทำการบูรณะอยู่นั้น ต้นโพธิ์ตรัสรู้ล้มลงอีก “เห็นชาวบ้านในละแวกนั้น กำลังตัดก้านรานกิ่งไปทำเชื้อเพลิง
 และเป็นอาหารของสัตว์”

            ท่านนายพล เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม จึงได้จัดการปลูกต้นโพธิ์ขึ้นใหม่ ณ ที่เดิม โดยได้พบหน่อโพธิ์ ๒ หน่อ สูงประมาณ ๖ นิ้ว และ ๔ นิ้ว จึงเลือกเอาต้นที่สูง ๖ นิ้ว ปลูกลงที่ต้นเดิม และส่วนต้นที่ สูง ๔ นิ้ว แยกไปปลูกไว้ทางด้านเหนือห่างจากต้นเดิม ๒๕๐ ฟุต ทั้งนี้เพื่อให้ชาวฮินดูได้ไปนมัสการ
พระวิษณุที่ต้นนั้น ส่วนชาวพุทธ นมัสการที่ต้นเดิม จะได้ไม่เกิดการกระทบกระทั่งให้กระเทือนใจซึ่งกันและกัน ถึงวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๒๓ – ๒๕๔๓) รวมอายุต้นโพธิ์ตรัสรู้ต้นสุดท้ายได้ ๑๒๑ ปี

            ผู้จาริกแสวงบุญ เมื่อถึงสถานที่นี้ได้น้อมระลึกถึงพรบรมศาสดา
ที่ทรงตรัสรู้ใต้ควงไม้โพธิ์ เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ เมื่อเข้ากราบพระแท่นวัชระอาสน์ สวดมนต์  เจริญจิตตภาวนา นั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ น้อมจิตตามธรรมคำสอน เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ถึงที่ประทับ บุญกิริยาที่ผู้มากราบไหว้ได้กระทำ อันปรากฏผลมหาศาล นอกจากจะได้เจริญภาวนา น้อมจิตตามคำสอนพระพุทธองค์ทรงสอนแล้ว ยังนิยมรดน้ำต้นโพธิ์ ปิดทอง ถวายผ้าห่มต้นโพธิ์อีกด้วย


ดีใจจังได้ทำบุญครบตามท่านว่าเลย เหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ถึงที่ประทับ นี่เป็นข้อดีของการมาสถานที่จริงเป็นสังเว ที่สอง ตรัสรู้ที่ประทับใจมาก เราได้กราบไหว้พระแท่นอย่างปีติใจ

                                   พระแท่นวัชรอาสน์

            วัชรอาสน์หรือบัลลังก์เพชร เป็นแท่นหินสี่เหลี่ยม สลักเสลาลวดลาย ศิลปกรรมเป็นแบบฉบับที่ดีเลิศ อันพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างขึ้นไว้ ณ รัตนบัลลังก์ ที่พระพุทธองค์ประทับตรัสรู้ใต้ควงไม้โพธิ์ ขนาดยาว ๗ ฟุต ๖ นิ้ว กว้าง ๔ ฟุต ๑๐ นิ้ว หนา ๑ ฟุตครึ่ง และสูง ๓ ฟุต การที่ทรงสร้างเป็นแท่นศิลา และเรียกว่า วัชรอาสน์ ก็เพื่อให้เป็นที่น้อมระลึกว่า เมื่อพระองค์ประทับนั่งที่โคนต้นโพธิ์นี้ เพื่อตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า“แม้หนัง เอ็น กระดูก จะเหลืออยู่โดยเนื้อ และเลือดในร่างกายจะเหือดแห้งไปสิ้นตามที หากไม่บรรลุถึงประโยชน์สูงสุดอันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ และด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว จะไม่ยอมล้มเลิกเป็นอันขาด” หมายความว่า หากพระพุทธองค์ยังไม่ได้ ตรัสรู้ ก็จะไม่ทรงลุกขึ้นจาก
ที่นี้เลย ปณิธานนี้เป็นการแสดงน้ำพระทัยอันหนักแน่นมั่นคงของพระพุทธองค์ราวแท่งศิลา และในที่สุดพระพุทธองค์ก็ทรงบรรลุถึงจุดหมาย คือ ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

            ปัจจุบันแท่นวัชรอาสน์นี้ ตั้งอยู่ระหว่างพระเจดีย์พุทธคยา อยู่ทางทิศตะวันออกกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ อยู่ทางทิศตะวันตก ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยมสลักด้วยหินทรายวางอยู่บนฐานที่ฉาบไว้ด้วยปูน บนพื้นผิวแกะสลัก เหมือนถักหินเป็นดาวสี่แฉก มีบางท่านมองว่าคล้ายเป็นเพชรที่เจียระไนแล้ว มีซีกประดับอยู่ในเรือนแหวน ด้านข้างทั้งสี่ด้าน แกะสลักเป็นศิลปะคล้ายดอกบัว กับพญาหงส์แบบโบราณ และรูปดอกไม้

            แท่นศิลาวัชรอาสน์นี้ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๑ ใน ๓ ของโพธิมณฑล ที่ผู้ศรัทธาจะต้องได้กราบนั้น ความปีติอย่างสูงจักเกิดขึ้นในขณะนั้น ราวกับว่าได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ และกราบลงตรงอาสน์ที่มีพระองค์ประทับอยู่ กับทั้งนำเครื่องสักการะมาตั้งบูชาบนพระแท่นศักดิ์สิทธินี้ พลางน้อมจิตระลึกว่าได้ถวายเครื่องสักการะถึงพระหัตถ์ของพระพุทธองค์ ณ วัชรอาสน์แล้ว และน้อมจิตรำลึกถึงพระมหาปณิธานอันแรงกล้าที่พระบรมศาสดาทรงบำเพ็ญ ณ ที่นี้ จนบรรลุถึงความรู้แจ้งเห็นจริงในสรรพสิ่งของโลก

 

ได้รวบรวมเรื่องราว เกี่ยวกับพุทธคยา และ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ทำให้เข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้นจมเลย และไดอารี่วันนี้ก็ยาวมากๆ

สรุปก็คือ ที่ต้นโพธิแห่งพุทธคยาเป็นที่ที่คุ้มค่าแก่การไปจาริกแสวงบุญเป็นอย่างยิ่ง เพราะรู้สึกได้ว่าให้ความสงบทางใจ รู้สึกร่มเย็น มีความสุข ฉันยังอยากกลับไปอยู่สักสามวัน นั่งสมาธิ สวดมนต์ อยู่กับตัวเอง สงบ เข้าใจเลย ที่นี่มีความพิเศษจริงๆ

 

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
รูปสวย เนื้อหาสาระเยอะดีค่ะ อยากไป
บ้างในฐานะที่เป็นชาวพุทธคนนึงนะคะ
002873
11 ม.ค. 2551 เวลา 03:06 น.
จุใจจริง ๆ
000315
11 ม.ค. 2551 เวลา 10:47 น.
Never would have thunk I would find this so ineaspensibld.
Mika
2 ต.ค. 2558 เวลา 13:16 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic