ภูเขาแห่งศรัทธา

 

 

 

คัดลอกบางส่วนจาก

คัดจากหนังสือ"สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล" โดย พระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทโธ)

 

                 เขาคิช+++ฏ เป็นชื่อคุ้นหูของชาวพุทธเป็นอย่างดี เราะเป็นที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่

มูลคันธกุฎี

ณ ยอดเขาคิช+++ฏ ที่ประทับส่วนพระองค์ ของพระบรมศาสดา ในพรรษาที่ ๓  ๕ และ ๗ และพรรษาสุดท้าย ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

 

ทางขึ้นเขาคิช+++ตนั้นมีขนาดกว้างเกือบสองเมตร แบ่งออกเป็นขั้นบันได คงไม่ให้ลาดชันจนหมดกำลังขาก่อนจะถึงปลายทาง เดินขึ้นตามทางกำลังจะเหนื่อย ก็ถึงจุดที่เล่ากันว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นไว้ ณ ที่พระเจ้าพิมพิสารเสด็จลงจากรถพระที่นั่ง แล้วขึ้นประทับบนหลังช้าง พาขึ้นเขา เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

ขณะที่หมู่คณะ กำลังทิ้งช่วงกันห่างออกไปตามกำลังวัย ด้านขวามือมองตรงไปกระทบสายตาพอดีนั้น คือ เขาเวปุลละ ที่พระพุทธองค์ตรัสถึงกองกระดูกของผู้เวียนว่ายตายเกิดซ้ำ ๆ ซาก ๆ กองเท่าภูเขาหิน น้ำตาแห่งความจำ ไหลหลากยิ่งกว่าสายน้ำสุรัสสวดี ไม่นานนักก็ถึงฐานสี่เหลี่ยมของเจดีย์ ที่หลวงจีนสันนิษฐานว่า เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมาถึงที่นี้แล้ว ก็ลงจากหลังช้างพระที่นั่ง โปรดให้เสนาบดี และอำมาตย์ผู้ติดตามคอยอยู่ที่นี่หรือกลับไปก็ได้ ส่วนพระองค์และผู้เลื่อมใสศรัทธาจะข้ามฟากไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ วิหารบนส่วนแห่งยอดเขาโน้น

การเดินทางขึ้นเขายามเช้าในฤดูหนาวจะดีกว่า เพราะพอเดินจะได้เหงื่อ ก็มองเห็นมูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้า ความเมื่อยล้าก็ถูกปลิดทิ้งโดยปริยาย แต่กว่าจะถึง วิทยากรก็ต้องเป็นหมอทำขวัญสรรหานิทานธรรมบทมาปลุกปลอบกันไปตลอดทาง หากศรัทธามีขีดจำกัดอาจยกมือซาโยนาระกันง่าย ๆ

ในหนังสือ เยือนอินเดีย พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเล่าถึงตอนเสด็จขึ้นเขาคิช+++ฏว่า ท่านมหาทองยอด ยอดนักอธิบายได้ให้คาถาขึ้นเขาไม่เหนื่อยว่า สิเนราโค สิเนสิปปัง สิเนธัมมัง สิเนปัพพตมารุยหะ คณะผู้เดินทางนำมาภาวนา หลายท่านบอกว่า หายเหนื่อยจริง ๆ

 

เราขึ้นเขาโดยได้รับข้อมูลมาว่า สามสิบนาทีเดินสบายก็ถึง พระเจ้าพิมพิสารยังเสด็จมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทุกวัน ทางเดินสบาย แต่หายใจแทบไม่ทัน ดีนะที่อากาศเย็นสบาย ไม่งั้นมีอันเป็นลมบนทางขึ้นเขาก็เป็นได้

 

บริเวณเขาคิช+++

เมื่อข้ามสะพานที่เป็นธารน้ำไหลผ่านจากเขาหนึ่งลงมาสู่เหวใหญ่ และไหลลงไปที่ราบของตีนเขา มีป้ายบอกว่า Gichakuta นั่นคือการเข้าสู่บริเวณเขาคิชฌ+++ฏ ในที่ไม่ไกล มีแอ่งน้ำขังพอที่หมู่พระอรหันต์ที่จำพรรษาบริเวณนี้ได้ฉัน หรือสรงน้ำได้สะดวก บริเวณนี้เป็นป่าไม้ เงาของภูเขาที่ทอดมาถึงทางเดินทำให้เย็นสบาย เหมือน เข้าสู่ อาณาจักรของพระอริยเจ้า อันเขาหินที่ตั้งอยู่ตามธรรมชาติ ชะง่อนผา บางแห่งชะโงกเงื้อม เหมือนม่านที่ศิลปินประดิษฐ์ขึ้นจากมโนภาพ บางซอกมีโพรงลึกเหมือนถ้ำที่พระอรหันต์ทั้งหลายอาศัยจำพรรษาในครั้งพุทธกาล

เขาคิชฌ+++ฏคือหนึ่งในเบญคีรี มีลักษณะเหมือนนกแร้ง หรือเป็นที่เกาะอาศัยของฝูงแร้งที่มาคอยกินซากศพโจรที่ถูกประหารและทิ้งลงเหว ต้องใช้พยายามอย่างมาก ๆ ที่จะต้องมองให้เหมือนแร้งให้ได้ เพราะพระผู้บรรยายท่านบอกก่อนขึ้นเขาว่า เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จึงจะถึงรสชาติของการเดินทาง

ในบริเวณโดยรอบเขาคิชฌ+++ฏนั้น นับว่าเป็นที่สัปปายะของเหล่าพระอริยสาวกในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่าเป็นที่จำพรรษาของพระอรหันต์หลายองค์ เช่น พระสารีบุตร พระอานนท์ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระปุณณมันตานีบุตร และพระอุบาลี เป็นต้น

 

ขึ้นไปได้ถึงครึ่งทางพบกับที่ที่พระเทวทัตโยนหินกลิ้งมาโดยเท้าพระพุทธเจ้าห้อเลือด โดยมีประวัติดังนี้

 

ประวัติพระเทวทัต

พระพุทธองค์พร้อมบรรดาสาวกเสด็จไปประทับที่โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี พระเทวทัตโดยเสด็จไปด้วย ขณะที่ประทับอยู่กรุงโกสัมพี เหล่าชนที่ไปฟังพระธรรมเทศนา ต่างนำเครื่องสักการะไปถวายแก่บรรดาพระเถระทั้งหลาย ชนเหล่านั้นถามกันว่า พระเถระชื่อนั้นชื่อนี้อยู่ ณ ที่ใด ไม่มีใครสนใจต่อพระเทวทัตเลย พระเทวทัตเกิดความริษยา เนื่องจากเห็นแก่ลาภสักการะ จึงคิดว่าจะหาผู้ใดมาอุปการะตน เห็นแต่เจ้าชายอชาตศัตรู โอรสของพระเจ้าพิมพิสารแต่เพียงผู้เดียว ที่สามารถจะเกลี้ยกล่อมได้ เพราะเจ้าชายเป็นเด็กหนุ่ม ยังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี เทวทัตจึงเดินทางจากรุงโกสัมพีพร้อมด้วยเหล่าสงฆ์ติดตาม ไปพำนักอยู่ ณ คยาสีสะ ใกล้กรุงราชคฤห์

เทวทัตแสดงฤทธิ์เจ้าชายอชาตศัตรูหลงเชื่อ และเกิดความเลื่อมใส ทรงสร้างที่พำนักให้แก่พระเทวทัต และเหล่าสงฆ์ผู้ติดตามที่คยาสีสะ เจ้าชายอชาตศัตรูไปสู่ที่พำนักของพระเทวทัต ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า บำรุงพระเทวทัตด้วยลาภสักการะต่าง ๆ เป็นประจำ

เหล่าภิกษุทราบความ จึงกลับมากราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า เธออย่าพอใจในลาภสักการะและความสรรเสริญของเทวทัตเลย เพราะเทวทัตหวังความเลื่อมใสถ่ายเดียว หวังความเจริญมิได้

เปรียบเสมือนผลกล้วยย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุ่ยไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ สักการะย่อมฆ่าคนชั่ว ฉะนั้น 

กกุธะ ชาวเมืองโกลิยะ ซึ่งเคยเป็นอุปัฏฐากของพระโมคคัลลานะ เมื่อสิ้นชีพไปบังเกิดในพรหมโลก เป็นผู้มีฤทธิ์ทางใจ สามารถกำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ลงมาจากพรหมโลกมาพบพระโมคคัลลานะ กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า พระเทวทัตอันลาภสักการะครอบงำแล้ว ต่อไปจะเกิดความปรารถนาว่า จักปกครองภิกษุสงฆ์เสียเอง

พระโมคคัลลานะนำความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามความที่กกุธเทพบุตร มาแจ้งให้ทราบ และกราบทูลว่าสิ่งที่เทพบุตรกล่าวนั้นจักต้องบังเกิดขึ้นเป็นแน่แท้ พระบรมศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอจงรักษาวาจานี้ไว้ ต่อไปเทวทัตจักกระทำกรรมนั้นให้ปรากฏเอง

ต่อมา เทวทัตเกิดความคิดว่าเราจักบริหารภิกษุสงฆ์ ดำริดังนี้แล้ว เทวทัตได้เสื่อมจากฤทธิ์ พร้อมด้วยจิตตุปบาทนั้นเข้าไปถวายบังคมพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวันวิหาร กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงพระชราแล้ว ล่วงกาลผ่านไปแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเป็นผู้ขวนขวายน้อย ประกอบแต่ทิฏฐิธัมมสุขวิหารเถิด ขอจงมอบภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจักปกครองภิกษุสงฆ์เอง

พระพุทธองค์ตรัสว่า เทวทัต แม้แต่สารีบุตรและโมคคัลลานะ เรายังไม่มอบภิกษุสงฆ์ให้ ไฉนเราจะพึงมอบให้เธอ ผู้บริโภคปัจจัยเช่นก้อนเขฬะเล่า เทวทัตคิดว่าพระศาสดาไม่เห็นแก่หน้าเรา ซึ่งเป็นวงศ์กษัตริย์ด้วยกันเลย จึงผูกอาฆาตพระพุทธองค์นับแต่นั้นมา

พระบรมศาสดาตรัสให้พระสารีบุตรกระทำ ปกาสนียกรรม คือ ประกาศให้ชาวกรุงราชคฤห์ทราบว่า ปกติของพระเทวทัตแต่ก่อนเป็นอย่างหนึ่ง บัดนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นพระเทวทัตกระทำการใดด้วยกาย วาจา ไม่พึงลงความเห็นว่า พระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ทั้งหลายเป็นเช่นนั้น พึงทราบว่าเป็นการกระทำเฉพาะตนของพระเทวทัตเอง

เจ้าชายอชาตศัตรูได้รับคำยุยงเสี้ยมสอนจากพระเทวทัตให้ชิงราชสมบัติจากพระเจ้าพิมพิสาร พระราชบิดา แล้วตั้งตนเป็นพระราชา ส่วนพระเทวทัตจะปลงพระชนม์พระบรมศาสดา แล้วตั้งตนเป็นพระพุทธเจ้า

เจ้าชายอชาตศัตรูใช้อุบายปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเป็นผลสำเร็จ ได้เป็นกษัตริย์ครองแคว้นมคธ เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูครองราชสมบัติแล้ว พระเทวทัตจึงขอกำลังจากพระเจ้าอชาตศัตรู ส่งคนไปลอบปลงพระชนม์พระบรมศาสดา เป็นการมุ่งทำร้ายพระพุทธองค์ครั้งแรก คนเหล่านั้นกลับเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ปฏิญญาณตนเป็นอุบาสกทั้งหมด 

ครั้งที่สอง หลังจากแผนการแรกไม่สำเร็จ พระเทวทัตจึงลงมือเอง โดยขึ้นไปบนภูเขาคิชฌ+++ฏ กลิ้งศิลาก้อนใหญ่ลงมา ขณะที่พระพุทธองค์กำลังเสด็จขึ้น ด้วยจงใจว่าเราเองจักเป็นผู้ปลงพระชนม์พระสมณโคดม แต่ศิลานั้นกลิ้งไปกระทบศิลาก้อนอื่น แตกเป็นสะเก็ด กระเด็นมากระทบพระบาท ทำให้ห้อพระโลหิต บรรดาภิกษุที่ติดตามไปช่วยกันทำแคร่หามพระพุทธองค์ ไปแวะพักที่มัทกุจฉิ เชิงเขาคิชฌ+++ฏ จากนั้นนำพระพุทธองค์ไปยังชีวกัมพวนาราม หมอชีวกทำการผ่าตัดเอาพระโลหิตที่ห้อออกจากพระบาท

พระเทวทัตยังไม่ละความพยายาม ครั้ง ที่ ๓ เข้าไปหาควาญช้างหลวง แอบอ้างรับสั่งของพระราชา ให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีออกไปทำร้ายพระพุทธองค์ ขณะเสด็จบิณฑบาต เมื่อช้างแลเห็นพระพุทธองค์ก็ปรี่เข้าไปจะทำร้าย พระอานนท์ออกไปยืนขวางหน้าด้วยความจงรักภักดี ตั้งใจสละชีวิตเพื่อปกป้องพระพุทธองค์

พระบรมศาสดาทรงแผ่พระเมตตาจิตเจาะจงเฉพาะนาฬาคิรี ช้างนั้น เมื่อได้สัมผัสก็ลดงวงลง แล้วหมอบอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ พระพุทธองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบกระพองช้าง กล่าวว่า นาฬาคิรี เธออย่าประมาท เพราะผู้ประมาทจะไปสู่สุคติไม่ได้ นาฬาคิรีเอางวงสูดละอองธุลีจากพระบาทของพระพุทธเจ้า พ่นลงบนกระพองของตน แล้วย่อตัวถอยออกไป ชั่วระยะที่แลเห็นพระพุทธองค์ แล้วกลับไปสู่โรงช้างตามเดิม

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์ ปวงชนรู้เห็นกันทั่วต่างกล่าวว่า พระเทวทัตนี้ทำบาปหนักนัก คิดปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า เหตุใดพระราชาของเรายังอุปถัมภ์อยู่ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบเรื่อง ดำริว่า เพราะพระเทวทัตนี่เอง ที่ทำให้บิดาของเราต้องสวรรคต รับสั่งให้ระงับการบำรุงเทวทัตทั้งหมด และห้ามมิให้พระเทวทัตเข้าเฝ้าอีกต่อไป

พระเทวทัต เมื่อพยายามทำร้ายพระพุทธองค์ถึง ๓ ครั้ง ไม่เป็นผลสำเร็จ เข้าไปชวนพระโกกาลิกะ พระ  กตโมรกติสสกะ พระขัณฑเทวีบุตร พระสมุทรทัตตะ ว่า พวกเราจักทำสังฆเภท แล้วพากันเข้าไปกราบทูลเสนอข้อปฏิบัติ ๕ ประการที่เป็นไปเพื่อความมักน้อยคือ

๑.   ภิกษุพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวีต         

๒.   ภิกษุพึงถือบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต

๓.   ภิกษุพึงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต

๔.   ภิกษุไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต

๕.   ภิกษุพึงการอยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต

พระโกกาลิกะกล่าวว่า พวกเราสามารถเพื่อทำสังฆเภท แก่พระโคดมด้วยวัตถุ ๕ ประการนี้แน่ เพราะชนทั้งหลายเลื่อมใสในการปฏิบัติเศร้าหมอง

พระบรมศาสดารับสั่งว่า ภิกษุพึงถือเป็นวัตรปฏิบัติได้ตามชอบใจ เว้นแต่ประการสุดท้าย เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะได้เพียง ๘ เดือน คือ นอกฤดูฝน

พระเทวทัตจึงไปประกาศให้ประชาชนทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาตข้อวัตรที่ตนสมาทานและประพฤติ ทำให้เหล่าชนที่ไร้ปัญญาเข้าใจว่า พระเทวทัตเป็นผู้มีความประพฤติขัดเกลา ส่วนพระบรมศาสดาเป็นผู้มีความประพฤติมักมาก พระเทวทัตอ้างว่า คำสอนของตนประเสริฐกว่า เหล่าภิกษุบวชใหม่ที่ยังไม่รู้จักธรรมรู้จักวินัย พากันหลงเชื่อ ยอมตนเข้าเป็นสาวกของเทวทัตจำนวนมาก

พระพุทธองค์ทรงทราบ โปรดให้พาพระเทวทัตมาเฝ้า มีรับสั่งถาม พระเทวทัตกราบทูลรับว่าเป็นจริง พระพุทธองค์จึงตรัสว่า เธออย่าชอบใจในการทำลายสงฆ์เลย เพราะมีโทษหนัก ผู้ใดทำลายสงฆ์ ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกัป ส่วนผู้ใดสมานสงฆ์ผู้แตกกันแล้ว ให้พร้อมเพรียงกัน ย่อมประสบบุญอันประเสริฐ ย่อมบันเทิงในสวรรค์ พระเทวทัตมิได้สนใจในพระโอวาทนั้นแต่ประการใด

ต่อมาพระเทวทัตพบพระอานนท์ ขณะที่กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงบอกความประสงค์ของตนแก่พระอานนท์ว่า ตั้งแต่วันนี้แป็นต้นไป ผมจักทำอุโบสถสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์เหล่าอื่น

พระอานนท์ นำความนั้นมากราบทูลพระพุทธเจ้าตามคำของเทวทัต พระพุทธองค์ทรงทราบความแล้ว ทรงเปล่งอุทานว่า ความดี คนดีทำง่าย คนชั่วทำยาก ความชั่ว คนชั่วทำง่าย แต่อริยชนทำความชั่วได้ยาก จากนั้นพระเทวทัตนำภิกษุบวชใหม่ในสำนักของตน ที่ยังไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักวินัยออกจากกรุงราชคฤห์ เดินทางไปยังคยาสีละ

พระบรมศาสดาทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ตรัสกับพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะว่า หากพวกเธอยังมีความเมตตาต่อภิกษุเหล่านั้นอยู่ จึงรีบติดตามไปเพราะภิกษุเหล่านั้นกำลังจะถึงซึ่งความย่อยยับ พระอัครสาวกทั้งสองจึงเดินทางติดตามภิกษุใหม่เหล่านั้นไปยังคยาสีสะทันที

พระเทวทัตเข้าใจว่า พระอัครสาวกทั้งสองตามมา เพราะชอบใจในธรรมของตน จึงนิมนต์ให้นั่ง หลังจากแนะนำพร่ำสอนภิกษุเหล่านั้นแล้วเทวทัตกล่าวว่า ธรรมีกถาจงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด เราเหนื่อยแล้วจักนอนพัก จากนั้นล้มตัวลงนอนแล้วหลับไป

ระหว่างนั้นพระสารีบุตรกล่าวสอนภิกษุที่ติดตามพระเทวทัตมา ด้วยธรรมีกถาอันเป็นอนุสาสนีเจือด้วยอาเทสนาปาฏิหาริย์ พระมหาโมคคัลลานะกล่าวสอนด้วยธรรมมีกถาอันเป็นอนุสาสนีเจือด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเหล่านั้น

จากนั้นพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ใดชอบใจพระธรรมของพระบรมศาสดา ผู้นั้นจงตามเรามา พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะพาภิกษุส่วนใหญ่กลับไปยังพระอารามเวฬุวัน

ครั้นถึงแล้ว พระสารีบุตรกราบทูลพระพุทธองค์ว่า สมควรให้ภิกษุเหล่านี้อุปสมบทใหม่ พระบรมศาสดาตรัสว่า อย่าเลย เธอจงให้ภิกษุเหล่านั้นแสดงอาบัติถุลลัจจัยเถิด 

พระโกกาลิกะ ผู้เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของเทวทัต เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น จึงปลุกพระเถระให้ตื่นขึ้น กล่าวว่า พระอัครสาวกทั้งสองพาภิกษุเหล่านั้นไปแล้ว เราเคยเตือนท่านแล้วว่า อย่าวางใจพระเถระสองท่านนี้

พระเทวทัตแค้นใจมาก ล้มป่วยลงถึง ๙ เดือน ในกาลสุดท้ายสำนึกผิด กลับใจต้องการจะไปเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อกราบทูลขอขมา จึงขอให้สาวกที่เหลือนำตนไปเฝ้า เมื่อสาวกนำพระเทวทัต มาใกล้พระเชตวันมหาวิหาร ก็วางคานหามลงริมฝั่งสระโบกขรณี แล้วพากันลงไปสรงน้ำ พระเทวทัตลุกขึ้นนั่ง พอเท้าทั้งสองถึงพื้นดิน แผ่นดินสูบพระเถระจมลงจนถึงคอ ในเวลาที่คางจรดถึงพื้นดิน พระเทวทัตกล่าวว่า ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าเป็นที่พึ่ง แล้วถวายกระดูกคาง พร้อมทั้งลมหายใจเป็นพุทธบูชา

พระเทวทัตจมลงในพื้นดินแล้วไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ถูกไฟนรกเผาไหม้เพราะอนันตริยกรรม ที่ตนได้กระทำต่อพระพุทธเจ้า

อรรถกถาธรรมบทกล่าวว่า จากการสำนึกผิดในวาระจิตสุดท้าย ในอนาคตพระเทวทัตจักได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า อัฏฐิสสระ

 

เรื่องที่พระสารีบุตรไปตามคณะสงฆ์และพระเทวทัตตื่นขึ้นมาไม่พบใคร คุณป้าในคณะเล่าให้ฟังแบบได้อารมณ์มาก

 

 

 

 

ถ้ำพระโมคคัลลานะ

หินก้อนใหญ่ตั้งอยู่อย่างสงบนิ่ง ข้างบนมีหินก้อนน้อยกลิ้งระเกะระกะอยู่มาก เหลือบไปเห็นผู้แสวงบุญที่ล่วงหน้ามากอ่น กำลังโยนขึ้นไปไว้อย่างตั้งใจ ถามได้ความว่า โยนหินช่วยกันสร้างเจดีย์ พร้อมกับอธิษฐานว่า ขอให้ชีวิตอย่าได้ตกต่ำ คือ อย่าให้ก้อนหินที่โยนขึ้นไปนั้นตกลงมานั่นเอง ที่ต้องมาเสี่ยงทายตรงนี้ เพราะเห็นว่าเป็นที่จำพรรษาของพระอัครสาวกผู้เลิศทางอิทธิฤทธิ์ คือ พระโมคคัลลานะ

 

ถ้ำสุกรขาตา

ก่อนจะถึงมูลคันธกุฎี หรือบางท่านเรียกว่า พุทธวิหารคิชฌ+++ฏ จะถึงลานหินที่ส่วนบนมีหินก้อนใหญ่ชะโงกออกมา ข้างในเป็นโพรงลึกพอเข้าไปหลบลมร้อน หรือพักหลบฝนได้ ที่แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า ถ้ำสุกรขาตา(Sukarakhata Guha) หรือ สุกรขาตเลนะ อันหมายถึงเพิงผามีรูปเหมือนคางหมู หรือถ้ำหมูขุด เมื่อมาถึงเหมือนนัดกันไว้ จะต้องจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง ไหว้พระ สวดมนต์ ในสถานที่ที่เป็นบริโภคเจดีย์นี้ด้วย

พระพุทธองค์ได้ตรัสแสดงธรรมในเวทนาปริคคหสูตร โปรดฑีฆนขอัคคิเวสสนโคตรปริพาชก ผู้ประกาศว่าตนไม่ยึดถือทัศนะใด ๆ พระพุทธองค์ตรัสย้อนว่า ที่ไม่ยึดถือนั่นแหละยึดถือ ทรงสอนเรื่องการละทิฎฐิ เรื่องเวทนา ทรงชี้ให้เห็นความไม่เที่ยงของเวทนา เมื่อรู้ว่าไม่เที่ยงก็เบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายก็หลุดพ้นในที่สุด ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นแล้วย่อมไม่วิวาทกับใคร สิ่งใดที่เขาพูดกันในโลกก็พูดตามโวหารเท่านั้น แต่ไม่ยึดถือ

พระสารีบุตรกำลังนั่งถวายงานพัด ดำรงสติระลึกตามกระแสพระธรรมคำสอนด้วยปัญญาอันยิ่ง เมื่อจบพระธรรมเทศนาลง จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะความไม่ถือมั่น ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อวันมาฆปุณณมี เพ็ญเดือน ๓ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌ+++ฏ หลังจากอุปสมบทแล้ว ๑๕ วัน ส่วนทีฆนขปริพาชก ได้บรรลุโสดาปัตติผล ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้นับถือพระรัตนตรัย

ก่อนจะถึงบันไดขึ้นมูลคันธกุฎี จะมีฐานอิฐสี่เหลี่ยม อธิบายว่า เป็นที่ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงปลดวางเครื่องทรงของกษัตริย์ออกก่อนจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ หรือน่าจะเป็นที่รับรองอาคันตุกะพิเศษอย่างพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ณ เขาคิชฌ+++ฏแห่งนี้ ส่วนมูลคันธกุฎีนั้นเป็นที่ประทับเฉพาะส่วนของพระองค์เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

อริยสงฆ์ยอดกตัญญู

ในบรรดาผู้เดินทางแสวงบุญตามพุทธสถาน เมื่อขึ้นเขาคิชฌ+++ฏ สิ่งหนึ่งที่จะต้องกำหนดไว้ คือ การไหว้พระ สวดมนต์ โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้คือ ที่พุทธวิหารบนยอดเขา ส่วนที่เป็นรองไม่ควรผ่านไป คือ ที่ถ้ำสุกรขาตา เพื่อระลึกถึงอริยสงฆ์ยอดกตัญญูคือ พระสารีบุตร ซึ่งท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ที่นี้ และเพื่อใช้เวลาขณะนั่งพักให้เป็นประโยชน์ ขอนำความที่เกี่ยวข้องกับพระอัครสาวกเบื้องขวาของพระบรมศาสดามาเล่าขณะนั่งเจริญจิตภาวนาว่า

พระสารีบุตร หลังจากอุปสมบทแล้ว ในวันที่ ๑๕ ขณะที่กำลังถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระบรมศาสดา ณ ถ้ำสุกรขาตา บนเขาคิชฌ+++ฏ ได้ฟังทีฆนขปริพาชก ผู้หลานชาย ว่าด้วยเรื่องทิฏฐิ เป็นเหตุให้เกิดการวิวาท ให้พิจารณากายโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นความเจ็บไข้ เป็นของทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า เป็นของมิใช่ตน ให้ละความพอใจในกาย ความเยื่อใยในกาย และทรงแสดงเวทนา ๓ อันอาศัยปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เลื่อมไป ดับไปเป็นธรรดา ไม่ควรยึดมั่นด้วยทิฏฐิ พระสารีบุตรได้ฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการให้ละธรรมเหล่านั้น การสละคืนธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาอันยิ่ง ได้รู้ชัดแจ้งตามธรรมนั้น จิตของท่านหลุดพ้นจากอาสวะ บรรลุอรหัตตผล แทงตลอดที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ และปัญญา ๑๖ ณ ที่นั้น

อนึ่ง ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ก็เกิดขึ้นแล้วแก่ ทีฆนขปริพาชก ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา

ลำดับนั้น ทีฆนขปริพาชกกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเสมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ข้าพระองค์ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อรรถกถากล่าวว่า ท่านพระสารีบุตรเปรียบเสมือนบุคคลที่เห็นผู้อื่นกำลังบริโภคอาหาร แต่ตนเองบรรเทาความหิวลงได้ทั้งที่มิได้บริโภคอาหารนั้นเลย วันที่พระสารีบุตรบรรลุอรหัตตผล ในเวลาบ่ายมีการประชุมสงฆ์  ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต อันประกอบด้วยองค์ คือ เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ อยู่ในมาฆฤกษ์ ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ทุกรูปล้วนเป็นพระอรหันตขีณาสพ ผู้ได้อภิญญ ๖ ภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา

ในที่ประชุมสงฆ์ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงสถาปนาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นคู่อัครสาวก ตรัสว่า สาวกบารมีญาณของทั้งสองท่านนี้ได้บำเพ็ญมาเต็มเปี่ยมแล้ว นับด้วยอสงไขยกับอีกแสนกัป

จากนั้น ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันมีภิกษุปุราณชฎิล ๑,๐๐๐ รูป ภิกษุบริวารของท่านพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะอีก ๒๕๐ รูป ความว่าขันติเป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า นิพพานเป็นธรรมอันสูงสุด ผู้ทำร้ายผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑ การยังกุศลให้ถึงพร้อม ๑ ทำจิตให้ผ่องใส ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย การไม่กล่าวร้าย ๑ การไม่ทำร้าย ๑ ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ๑ ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภคชนะ ๑ ในที่นั่งที่นอนอันสงัด ๑ การประกอบความเพียรในอธิจิต ๑ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราพระองค์นี้ การชุมนุมสงฆ์เช่นนี้มีครั้งเดียว คือ ในปีแรกหลังจากทรงตรัสรู้แล้ว ๙ เดือน

 

 

 

 

 

 

 

คันธกุฎีคิชฌ+++

เขาคิชฌ+++ฏหรือคิชฌบรรพต หนึ่งในเบญคีรีที่โอบล้อมนครราชคฤห์ไว้อย่างอบอุ่นนั่น ปราชญ์ต่างยุคสมัยมีความเห็นคล้ายกันเป็นหนึ่ง เพราะเหตุที่มีลักษณะคล้ายนกแร้งนี่เอง จึงขนานนามว่า คิชฌ+++

เมื่อขึ้นสู่ยอดสูงสุดก่อนถึงมูลคันธกุฎี (Mulagandhakuti) จะมีซากอิฐก่อฐานสี่เหลี่ยมติดกับหน้าผา เชื่อกันว่าเป็นที่พักของพระอานนท์ ยอดอุปัฏฐากผู้เป็นสหชาติกับพระพุทธเจ้า ได้ตามเสด็จไปทุกหนแห่งประดุจเงาตามตัว และได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นเลิศทางพหูสูตร ที่ทรงจำพระธรรมไว้ได้ทั้งหมด

มูลคันธกุฎีแห่งเขาคิชฌ+++ฏนี้ เป็นที่ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นที่สำคัญพากันมากราบไหว้บูชา เพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์ที่เสด็จมาประทับ ณ ยอดเขาแห่งนี้อยู่เสมอ และได้ตรัสแสดงธรรมหลายพระสูตร เช่น มาฆสูตร ธัมมิกสูตร มหาสาโรปมสูตร อาฏานาฏิยสูตร และอปริหานิย ธัมมสูตร เป็นต้น ผู้มาถึงสถานที่แห่งนี้ เหมือนว่าได้มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าถึงที่ประทับ ดวงจิตมีแต่ความปีติเบิกบานอย่างน่าอัศจรรย์

บรรดาชาวพุทธทั่วโลก เมื่อมาถึงที่นี่จะนึกถึงภาพในอดีตกาล ราวกับว่าพระพุทธองค์เสด็จจากที่นี้ไปเมื่อไม่นานนี้เอง และรู้สึกเหมือนพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อได้นั่งอยู่หน้ามูลคันธกุฎีของพระองค์แล้ว ไม่อยากลาจากไป คล้ายกับว่ามีอำนาจลี้ลับดึงดูดจิตใจให้มีศรัทธาเชื่อมั่น ดำเนินสร้างชีวิตตามคำสอนของพระพุทธองค์

 

 

 

พระตถาคตเจ้าเสด็จขึ้นมาประทับ ณ ที่นี่ คงไม่ใช่เพื่อความสุขอะไรยิ่งไปกว่าความวิเวกว่างเว้นจากการรบกวนใด ๆ พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบเช่นนี้ จึงโปรดให้ข้าราชบริพารอยู่เบื้องล่างห่างไกลจากกัน

บริเวณที่ประทับของเดิมเป็นกุฎีแคบ ๆ เหมาะที่จะนั่งมากกว่านอน วัดดูด้วยศอกได้กว้าง ๓ ศอก กับ ๑ คืบ ยาว ๔ ศอกเท่านั้น นับว่าความจำเป็นของมนุษย์ในเรื่องที่พักอาศัยมีเท่านี้เอง คือ เพียงนั่งได้และนอนได้เท่านั้น กุฏินี้แหละที่พระมหาบุรุษของโลกได้เสด็จมาพักพิงอาศัย และทรงพอพระทัยกว่าที่อื่น ๆ

เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ชาวพุทธทุกคนจะกุลีกุจอเตรียมเครื่องบูชาที่นำมาออกถวายสักการะที่แท่นบรรทมของพระพุทธองค์ พร้อมกับประนมมือไหว้พระ สวดมนต์ สรรเสริญ สดุดีพระกรุณาธิคุณของพระบรมศาสดา หรือหาที่นั่งในมุมสงบ เจริญจิตภาวนาท่ามกลางความเงียบสงัด ก่อนจะกราบลา เนื่องด้วยมีเวลาจำกัด แต่ก็ควรได้เดินประทักษิณรอบพระกุฏิ น้อมระลึกถึงพระพุทธานุภาพ พร้อมบูชาอาราธนามาคุ้มครองรักษาตนต่อไป

 

พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์

เมื่อจุดธูปเทียนเสร็จแล้ว วนหาที่อันควรส่วนที่เหมาะแก่การนั่งปฏิบัติธรรมได้แล้ว ขณะสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยและอาฏานาฏิยปริตร อันเป็นมนต์ที่ยักษ์ กราบทูลพระพุทธเจ้าให้โปรดแนะนำแก่พระให้สวดประจำ หาไม่แล้ว เหล่ายักษ์อันธพาลที่ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย จะทำอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติธรรมที่นั่งอยู่ในป่า ในถ้ำ พระพุทธองค์ทรงรับมนต์นั้นมา พร้อมทั้งทรงแนะนำให้พระสวดประจำ เพื่อให้เกิดพลานุภาพ จึงได้นำมนต์ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ มาสาธยายด้วย ขณะนั่งเจริญจิตภาวนาอยู่นี้ อานุภาพของพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ จะได้มาเสริมศรัทธาบารมีของญาติโยม ดังนี้

ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ผู้ทรงแสวงหาพระธรรมอันยิ่งใหญ่ ทรงอุบัติมาแล้ว ๒๘ พระองค์ คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นวีรบุรุษยิ่งใหญ่ ๑ พระเมธังกรพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระยศใหญ่ ๑ พระสรณังกรพุทธเจ้า ผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลก ๑ พระทีปังกรพุทธเจ้า ผู้ทรงพระปัญญาสว่างไสว ๑ พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระประมุของหมู่ชน ๑ พระมงคลพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นบุรุษประเสริฐ ๑ พระสุมนพุทธเจ้า ผู้ทรงเพิ่มพูนความยินดี ๑ พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้ทรงสมบูร์ด้วยพระคุณ ๑ พระอโนมทัสพุทธเจ้า ผู้ทรงเยี่ยมยอดในหมู่ชน ๑ พระปทุมพุทธเจ้า ผู้ทรงทำโลกให้สว่าง ๑ พระนารทพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นสารถีที่ประเสริฐ ๑ พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นหลักของสัตว์ ๑ พระสุเมโธพุทธเจ้า ผู้ไม่มีบุคคลใดเปรียบ ๑ พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้เลิศในโลกทั้งปวง ๑ พระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้เป็นชนประเสริฐ ๑ พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ๑ พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้ทรงขจัดความมืด ๑ พระสิทธัตถะพุทธเจ้า ผู้ไม่มีบุคคลอื่นเสมอในโลก ๑ พระติสสพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าปราชญ์ทั้งหลาย ๑ พระปุสสะพุทธเจ้า ผู้ประทานพระธรรมอันประเสริฐ ๑ พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้หาบุคคลใดเปรียบมิได้ ๑ พระสิขีพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นบรมศาสดาเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง ๑ พระเวสสภูพุทธเจ้า ผู้ประทานความสุข ๑ พระกกุสันธพุทธเจ้า ผู้นำของหมู่สัตว์ ๑ พระโกนาคมนะพุทธเจ้า ผู้ทรงละความชั่วอันเป็นข้าศึก ๑ พระกัสสปพุทธเจ้า ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยสิริ ๑ พระโคตมะพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าใครอื่นในวงศ์ศากยะ ๑

ขอพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงสร้างสันติ จงทรงคุ้มครองรักษาท่านให้อยู่ด้วยความสุขทุกเมื่อเถิด ท่านผู้ซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นทรงคุ้มครองรักษาแล้ว ย่อมเป็น ผู้สงบและพ้นแล้วจากภัยทั้งปวง

ขอท่านจงผ่านพ้นไปจากโรคทั้งปวง ปราศจากความเดือดร้อนทุกอย่างล่วงพ้นเวรภัยทั้งหลาย และสิ้นทุกข์ในวัฎฏสงสารด้วยเถิด

ด้วยสัจจะ ด้วยศีล และด้วยกำลังแรงแห่งขันติและเมตตาของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ขอให้พระพุทธเจ้าทั้งหลายแม้เหล่านั้น จงโปรดคุ้มครองรักษาท่านทั้งหลายให้อยู่ด้วยความไม่มีโรคและด้วยความสุขสงบเถิด

 

 

สาธุ สาธุ สาธุ

 

 

 

 

เมื่อฉันขึ้นมาถึงยอดมูลคัธกุฎิ ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนของพุทธศาสนา ที่แยกเป็นชาติตามเผ่าพันธุ์ วันนี้ที่ผ้คนมามากมายพร้อมมารับพรวันปีใหม่ สวดมนต์ ขอพรจากบรมศาสดา อารมณ์ที่อยู่บนนี้ ไม่มีความขัดข้องใจ ทุกคนอยู่กับพลังศรัทธาในใจตัวเอง

 

 

 

 

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
:]

อยากไปเนปาล

ลองหาหนังสือเนปาลประมาณสะดือ
ของนิ้วกลม สำนักพิมพ์a bookมาอ่านดูสิคะ
001368
13 ม.ค. 2551 เวลา 21:24 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic