ลุมพินี

คัดลอกจากหนังสือ

 "สู่แดนพระพุทธองค์ อินเดีย-เนปาล" โดย พระราชรัตนรังษี (ว.ป.วีรยุทโธ

 

 

 

หิมวันตประเทศ

 

 

 

 

 

สถานที่บำเพ็ญพรตของดาบส

 

หิมวันตประเทศ

ป่าหิมพานต์ อาณาบริเวณที่บำเพ็ญพรตของดาบสเวสสันดร ในปัจจุบัน หมายถึง ภูเขาหิมาลัย ป่าดงพงหิมะ เมื่อย่างเข้าเขตประเทศเนปาล วันที่ฟ้าสางทางเมฆเปิดให้ จวบกับทัศนวิสัยเป็นใจ จะเห็นป่าหิมะขาวโพลนเป็นปุยฝ้าย คลุมภูเขาทั้งลูกไว้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

            พระสุเมรุราชสิงขร เป็นชื่อในวรรณกรรมชิ้นเอก ในสายบางลี คือ เวสสันดรชาดก คัมภีร์ทองที่ท่องเป็นแบบบท มีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจชองชาวพุทธไทยมาช้านาน ในฉากตามท้องเรื่อง ก็ล้วนเก็บเกี่ยวภาคความวิจิตรจากเขตขัณฑ์บริเวณนี้ทั้งสิ้น

            บรรดาขุนเขากว่า ๒๔๐ ยอดนั้น มีราชคีรีสูงสุดเหนือขุนเขาทั้งปวด ๘,๘๔๘ เมตร คือ ยอดเขาสิขรมุทธา หรือทั่วโลกรู้จักในนาม เอเวอร์เรสต์ ชาวฮินดูเรียกว่าสังการ์ มาถา ชาวธิเบตแห่งหลังคาโลก เรียกขานว่า โสโม จุงกะมา

            ศาสนิกฮินดูเชื่อกันว่าเป็นแดนสุทธาวาส ที่สถิตของพระศิวะ ผู้เป็นจอมแห่งเทพชั้นสูง และเรียกยอดเขานี้ว่า เขาไกรลาส เป็นแดนแสวงบุญและอาศรมของเหล่าฤาษีผู้บำเพ็ญตบะ นับว่าสถานที่แห่งนี้ยังเป็นอาณาจักรลี้ลับที่นักปืนเขาทั้งหลาย ยังให้คำตอบไม่ตรงกัน

            ในคาถาพันของเวสสันดรชาดก มีเนื้อหาของ มหาพน ที่พรรณนาถึงป่าดงดิบ ที่ลำต้นระหงสูงใหญ่ มีอาณาเขตกว้างไกล ดินแดนดังกล่าวน่าจะเป็นส่วนเดียวกับหิมาลัยบรรพต อันมี เอเวอร์เรสต์ นี้เป็นยอด ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของสวนลุมพินีวัน ถ้ามีเวลาลองเลยขึ้นไปดาร์จิลิง ก็จะเห็นเขตมหาวันที่มีน้ำแข็งเกาะกันตลอดทั้งปี อยู่เหนือระดับน้ำทะเล ๑๒,๐๐๐ ฟุต ส่วน จุลวัน หรือ จุลพน อยู่เหนือระดับน้ำทะเล ๑๐,๐๐๐ ฟุตขึ้นไป

            การเดินทางสู่ชาตสถาน สวนสวรรค์ของลุมพินีวัน อยู่ในเขตเนปาล ห่างจากโครักขปุร์ ๙๕ กม. ใช้เวลาประมาณ ๓ ชม. จะต้องแสดงหนังสือเดินทาง (Passport) ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองให้เรียบร้อย ทั้งอินเดียและเนปาล จึงจะเดินทางต่อไปลุมพินีวันอีก ๓๒ กม.ได้

 

ข้อมูลเนปาล

เนปาล เป็นประเทศของชาวเนวารี ประชากร ๒๑ ล้านคน พูดภาษาเนปาลี ร้อยละ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ มีพื้นที่ ๑๔๕,๓๑๙ ตร.กม. (๕๖,๑๓๙ ตร.ไมล์) ขนาดของประเทศจากตะวันออกถึงตะวันตก ๘๘๕ กม.(๕๕๗ ไมล์) จากเหนือจรดใต้ ๑๖๐ กม. (๑๐๐ ไมล์)

            ภูมิประเทศส่วนมากเป็นพื้นที่ภูเขา ๓๒ % เป็นพื้นที่ป่า ๑๔% เป็นที่เพาะปลูก ๑๓ % เป็นทุ่งหญ้า มีภูเขาสูงที่สุดในโลก คือ เอเวอร์เรสต์ สูง ๘,๘๔๘ เมตร (๒๙,๐๒๘ ฟุต) เวลาช้ากว่าประเทศไทย ๑ ชม. ๑๕ นาที และเร็วกว่าเวลาประเทศอินเดีย ๑๕ นาที

            มรสุมเริ่มในเดือนมิถุนายน เป็นเวลา ๓ เดือน ประชากรนับถือศาสนาฮินดู ๘๖ % ศาสนาพุทธ ๘ % ศาสนาอิลสาม ๓ % มีศาสนิกคริสเตียนอยู่  ๕๐,๐๐๐ คน จากการสำรวจขององค์กรอิสระ กล่าวว่า ผู้นับถือศาสนาพุทธน่าจะมีสูงกว่า ๔๐ % เพราะระหว่างศาสนาฮินดูกับศาสนาพุทธ ผสมผสานกลมกลืนกันมาก จนแยกออกจากกันแทบไม่ได้ แม้จะมีลัทธิตันตระกับวัชรยานมาคั่นระหว่างกลางแล้วก็ตาม

            รายได้ของประเทศจากการท่องเที่ยว ปีละ ๖๐ ล้านดอลล่าร์ ชาวเนปาลมีอายุขัยโดยเฉลี่ย ชาย ๕๕ ปี หญิง ๕๔ ปี ชาวต่างประเทศนิยมมาท่องเที่ยวประเทศเนปาลด้วยความพิสมัยในธรรมชาติ และ trekking คือ การปีนเขาน้ำแข็งด้วยความตื่นเต้น สนุก กับความเสี่ยงภัย ปีหนึ่งเป็นจำนวนมาก ๆ

 

สถานที่ประสูติ

สวนลุมพินีวัน คือ สถานที่ประสูตของพระพุทธเจ้าในตำบล ลุมมินเด ก่อนนั้นยังอยู่ในเขตอินเดีย คราวเมื่อแบ่งปันเขตแดนหลังสงคราม ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ (ค.ศ. ๑๙๕๐) ลุมพินีวัน ตกอยู่ในเขตของประเทศเนปาล

เมื่อมองย้อนอดีต สถานที่นี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวทหะ มีโขดเขาล้อมรอบ ประดับด้วยหมู่ไม้ นานาพันธุ์ ทั้งสระน้ำ บรรณศาลาที่พัก ดอกไม้สวยงาม ส่งกลิ่นระรวยรื่นชื่นใจในฤดูใบไม้ผลิ เป็นสวนพฤกษชาติที่หย่อนใจ เวลาว่างจากการงานของชาวกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ

 

 

 

 

 

ดูตามประวัติศาสตร์ ผนวกกับวรรณกรรมทางพุทธศาสนา ได้จารึกลุมพินีไว้ในฐานะเป็นสถานที่ประสูตของเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะมกุฎราชกุมาร แห่งศากยมหานคร เมื่อ ๘๐ ปี ก่อน พ.ศ.๑

ก่อนพระมหาบุรษอุบัติในคัมภีร์ทศชาติ พรรณนาถึงการบำเพ็ญบารมีในชาติปางก่อนว่า ครั้งสุดท้ายพระโพธิสัตว์ทรงเป็นเทพบุตรประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต ก่อนเสด็จอุบัติลงสู่โลกมนุษย์ ทรงพรรณนาถึง ปัญจมหาวิโลกนะ ๕ ประการ คือ กาลอันควร ทวีปอันควร ประเทศอันควร ตระกูลผู้ให้กำเนิดอันควร และมารดาผู้มีอายุอันควร

ทรงพิจารณาเห็นว่าตระกูลของผู้ครองนครศากยะ เป็นที่เหมาะแก่การอุบัติ และผู้ที่ควรรับรองกำเนิดคือ พระนางสิริมหามายา อัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ จึงตัดสินพระทัยเสด็จลงสู่พระครรภ์ เมื่อวันอาสาฬหปูรณมีเพ็ญเดือน ๘ และได้เสด็จอุบัติ ณ สวนลุมพินีวันสถาน เวลาแดดอ่อน ตะวันยังไม่ตรงศีรษะนัก วันศุกร์เพ็ญเดือน ๖ พระนางสิริมหามายาประทับยืน พระหัตถ์ขวาเหนี่ยวกิ่งไม้ ประสูตรพระโอรสได้สะดวก ข้าราชบริพารนำชำระในสระสรงสนานโบกขรณี ส่วนหนึ่งก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะ และจัดขบวนรับเสด็จนิวัติสู่พระมหานคร

 

ลักษณะการประสูติ

ย้อนความเป็นมา ของการประสูติของพระพุทธเจ้า คราวเมื่อพระนางสิริมหามายาได้ทรงอภิเษกกับพระเจ้าสุทโธทนะแล้ว คืนหนึ่งพระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีท้าวมหาพรหมทั้งสี่มายกแท่นบรรทมของพระนางไปวางลงไว้ภายใต้ต้นสาละใหญ่ ณ ป่าหิมพานต์ (ต้นสาละเป็นต้นไม้สกุลเดียวกับต้นรัง) เหล่าเทพธิดาพากันนำพระนางไปสรงสนานในสระอโนดาด ซึ่งอยู่ข้าง ๆ ต้นสาละนั้น เพื่อชำระล้างมลทิน ขณะนั้นมีลูกช้างเผือกเชือกหนึ่งถือดอกบัวขาวลงมาจากภูเขา ร้องเสียงลั่น เข้ามาทำประทักษิณสามรอบ แล้วเข้าสู่อุทรทางเบื้องขวาของพระนาง นับแต่นั้นมา พระนางก็เริ่มทรงพระครรภ์ เมื่อพระครรภ์ของพระนางแก่จวนครบทศมาส (๑๐ เดือน) ตามธรรมเนียมของคนอินเดียสมัยนั้น มีความเชื่อว่า ฝ่ายหญิงจะต้องเดินทางไปอยู่คลอดบุตรที่บ้านพ่อแม่ของตน พระนางมายาเทวีจึงเสด็จไปพระราชวังเดิมของกษัตริย์โกลิยะ พระราชบิดาของพระนางที่เมืองเทวทหะนคร อยู่ไม่ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์นัก

ตามพระพุทธประวัติกล่าวว่า ลุมพินีตั้งอยู่กึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะนคร เมื่อขบวนยาตราไปได้ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร จากกบิลพัสดุ์ถึงป่าลุมพินี พระนางเจ้าประชวรพระครรภ์จะประสูติ โปรดให้หยุดขบวนประทับใต้ต้นสาละ ทางยืนเหนี่ยวกิ่งสาละ ณ วันวิสาขปุรณมี ดิถีเพ็ญเดือน ๖ แห่งปีก่อนพุทธศก ๘๐ เวลาสายใกล้เที่ยง เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารก็ได้ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ทรงเพียบพร้อมด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการครบบริบูรณ์ อันเป็นลักษณะแห่งองค์พุทธาง+++รโดยเฉพาะ และก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่พระองค์เมื่อได้เสด็จออกจากพระครรภ์แล้วทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ก้าวพระบาทออกไปได้ ๗ ก้าว เป็นบุพพนิมิต หมายว่า พระองค์จะทรงประกาศรัศมีแห่งธรรมของพระองค์ไปในเจ็ดชนบทน้อยใหญ่ ของอินเดียในสมัยนั้น พระองค์ประสูติบริสุทธิ์ไม่เปรอะเปื้อนพระองค์ด้วยครรภ์มลทินมีหมู่เทพยดามาคอยรับก่อน มีธารน้ำร้อนน้ำเย็นพร้อมที่จะสรงสนานพระวรกาย

สำหรับการประสูติ พระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟังภายหลังว่า ดูก่อนอานนท์ หญิง   อื่น ๆ ย่อมนั่งคลอดบ้าง นอนคลอดบ้าง ส่วนมารดาแห่งพระโพธิสัตว์หาเป็นอย่างนั้นไม่ มารดาแห่งโพธิสัตว์ย่อมยืนคลอดพระโพธิสัตว์

ในกาลใด พระโพธิสัตว์ออกมาจากครรภ์แห่งมารดา ยังไม่ทันถึงแผ่นดินเทพบุตรทั้งสี่ย่อมเข้ารับก่อน และนำมาวางตรงหน้าพระมารดา ทูลว่า พระเจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญ่ของพระแม่เจ้าได้ประสูติแล้ว

ดูก่อนอานนท์ ในกาลใดโพธิสัตว์ออกมาจากครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้นเป็นผู้สะอาดหมดจดไม่เปื้อนด้วยเมือก ไม่เปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปื้อนด้วยเลือด ด้วยหนอง ของไม่สะอาดอย่างใด ๆ เหมือนแก้วมณีที่วางอยู่บนผ้าเนื้อเกลี้ยงอันมาแต่แคว้นกาสี แก้วก็ไม่เปื้อนผ้า ผ้าก็ไม่เปื้อนแก้ว เพราะเป็นของสะอาดหมดจดทั้งสองแห่ง

ดูก่อนอานนท์ โพธิสัตว์คลอดแล้วเช่นนี้ เหยียบพื้นดินด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ก้าวไปเจ็ดก้าว มีฉัตรขาวกั้นอยู่เบื้องบน ย่อมเหลียวดูทิศ ทั้งหลายและทรงเปล่งวาจาประกาศความสูงสุดว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราจะไม่มีอีกแล้ว

 

ศิลาจารึกอโศกมหาราช 

 

 

 

 

 

 

 

ในบริเวณลุมพินีวัน เขตโบราณสถาน เคยเป็นสังฆารามที่รุ่งเรืองมาแต่อดีต มีกองกิฐเรียงตั้งให้เห็นเป็นรูปร่างทรงกลมแบบเจดีย์บ้าง ลักษณะสี่เหลี่ยม แบบวิหารหรือเสนาสนะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของอาวาสในครั้งโบราณ และต้นโพธิ์อายุหลายร้อยปี กับสระน้ำที่เก่าแก่ของลุมพินี

พอเดินเข้าใกล้ที่มองเห็นเด่นชัดและสง่างามนั้น คือ เสาศิลาจารึก ที่พระเจ้าอโศมหาราช ปักไว้ตรงที่ประสูติของพระสิทธัตถราชกุมาร เป็นอนุสาวรีย์ที่มีค่าที่สุด ในทางพระพุทธประวัติ เมื่อประสูติได้ทรงประกาศต่อโลกด้วยพระวาจาแรกว่า

อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฎฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส อยมนฺติมาชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ

แปลว่า เราเป็นผู้เลิศที่สุด เราเป็นผู้เจริญที่สุด และเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพต่อไปไม่มีอีก

ดร. ฟือห์เรอร์ เป็นผู้ค้นพบเสาศิลาจึกเป็นคนแรก เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๘ (ค.ศ. ๑๘๙๕) ขณะที่พบ หลักศิลาจารึกถูกปูนเก่า ๆ ถมทับอยู่หลายฟุต ต้องขุดอิฐปูนเหล่านั้นออก จึงพบอักษรที่เสา วัดส่วนสูงของเสา ๒๖ ฟุต ๖ นิ้ว ซึ่ง ๘ ฟุต ๖ นิ้ว ฝังอยู่ใต้ดิน วัดส่วนกลมได้ ๗ ฟุต ๓ นิ้ว กล่าวกันว่าเดิมสูงประมาณ ๗๐ ฟุต คงเนื่องจากฟ้าผ่าลงมา เมื่อหลวงจีนถังซัมจั๋งไปถึงลุมพินีได้พบรูปวิคฑะ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเสา อยู่พื้นดินหลวงจีนอ้างว่า วิคฑะเป็นรูปม้า เท่าที่ปรากฏ รูปที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างบนยอดศิลาจารึกทั่วไปนั้น มักเป็นรูปสิงห์ ๔ ตัวบ้าง สิงห์ตัวเดียวบ้าง และรูปวัวบ้าง แต่ที่ลุมพินีคงเป็นการพิเศษที่สร้างขึ้นเป็นรูปม้า คงหมายถึง พาหนะคู่ใจที่พาเสด็จออกบรรพชาก็ได้

พระเจ้าอโศกทรงบัญชาให้ตั้งขึ้น เมื่อคราวเสด็จลุมพีนี หลังจากครองราชย์ได้ ๒๐ ปี หลังพระพุทธปรินิพพานได้ ๒๓๖ ปี เมื่อทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่อโศการาม เมืองปาฏลีบุตรเสร็จแล้ว ก็เสด็จธรรมยาตรา จาริกแสวงบุญสักการะพุทธสถาน ตามหมู่สงฆ์ มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ หรือสายมหายาน เรียกว่า พระอุปคุต ทรงมีพระประสงค์ต้องการสร้างอนุสรณ์ไว้กาลนาน พระผู้นำธรรมยาตราชี้ให้พระเจ้าอโศกทอดพระเนตรสถานที่สำคัญ และทูลว่า ณ ที่ตรงนี้ คือ ที่ประสูติของพระบรมพระศาสดา พระเจ้าอโศกดีพระทัย ทอดพระองค์ราบกับพื้น แล้วลุกขึ้นประนมมือประทักษิณ ขอบูชาที่พระพุทธเจ้าประสูติ

ในทีวยาทาน กล่าวว่าพระเจ้าอโศกโปรดให้สร้างเจดีย์เป็นอนุสรณ์ไว้ในที่ประสูติ คำว่า เจดีย์ คงหมายถึงหลักศิลาจารึก หลักนี้นั้นเอง นอกจากนั้นพระเจ้าอโศกยังทางได้บริจาคเงินเป็นทานแก่ประชาชนผู้เป็นพระญาติพระวงศ์ของพระบรมศาสดาอีก ๑๐๐,๐๐๐ กหาปนะ

 

อักษรจารึก

คำจารึกที่เสาอโศก ท่านเจ้าคุณราชธรรมมุนี (สกิตฺติ) ได้ถ่ายทอดจากอักษรพรหมีเป็นภาษาไทย ความว่า

เทวาน ปิเยน ปิยทสิน ลาชิน วีสติวสาภิสิเตน

อตน อาคาจ มหียิเต หิท พุเธ ชาเต สกฺยมุนีติ

ลีลาวิคฑภี จา กาลาปิต สิลาถเก จ อุสปาปิเต

หิท ภควํ ชาเต ลุมินิคาเม อุพลิเก กเฎ อฐ ภาคิเย จ ฯ

 

พระเจ้าเทวานัมปิยทัสสี เมื่อทรงได้รับอภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมานมัสการ ณ ที่นี้ด้วยพระองค์เอง ด้วยว่าพระพุทธศากยมุนีได้ประสูติ ณ ที่นี้ โปรดให้สร้างรูปสลักหิน (บางท่านแปลว่ารั้วหิน) และประดิษฐานหลักศิลาไว้เป็นที่หมาย

โดยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประสูติ ณ สถานที่นี้ จึงโปรดให้ยกเว้นภาษีแก่หมู่บ้านลุมพินี และทรงให้เสียแต่เพียงหนึ่งในแปดของผลผลิต เป็นค่าภาษีที่ดิน (บางท่านแปลว่าแม้ส่วนดังกล่าวนี้ก็ทรงให้งดด้วย)

 

บันทึกหลวงจีน

หลวงจีนถังซัมจั๋งบันทึกไว้ว่า เดิมมีรูปม้าหินตั้งอยู่บนฐานบัว แล้วถูกมังกรฟาดลงมา เวลาที่หลวงจีนมาถึงที่นี้ ลุมพินีกลายเป็นป่าแล้ว นายเจมส์ ปรินเซป ชาวอังกฤษ เป็นผู้อ่านอักษรพราหมี ที่จารึกไว้ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศก สำเร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ (ค.ศ. ๑๘๓๗) โดยพยายามถอดความหมายจากอักษรโบราณ ต้องใช้เวลาถึง ๗ ปี

ทั่วไปปรากฏซากวัตถุสถานเสนาสนะสงฆ์ และเจดีย์ที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธา สร้างไว้เป็นพุทธบูชา และสระโบกขรณี ที่เด่นเป็นเอกลักษณ์ สถานที่แห่งนี้ คือเสาหิน พระเจ้าอโศกมหาราช ตั้งอยู่ในวงล้อมของรั้วเหล็ก พระเจ้าอโศกผู้ครองนครปาฏลีบุตร (คราวเสด็จจาริกแสวงบุญบูชาสังเวชนียสถานทั่วชมพูทวีป) ได้ปักเสาหินนี้ตามคำยืนยันของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ หลักปักเขตแสดงว่าตรงนี้เป็นที่พระมหาโพธิสัตว์ประสูติจากพระครรภ์มารดา

 

มายาเทวีวิหาร

มายาเทวีวิหาร เมื่อก่อนนั้นเป็นวิหารสร้างด้วยอิฐกับปูน  เป็นอาคารยกระดับมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านหลัง ภายในมีรูปพระนางสิริมหามายาเทวี แกะสลักด้วยหิน พระพุทธมารดายืนประทับเหนี่ยวกิ่งสาละอยู่พร้อมกับพระสนม และข้างหน้าเป็นรูปเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะพระกุมาร กำลังก้าวพระบาทไปบนดอกบัว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากของชาวฮินดู-เนปาล มีผู้มาชมและสักการะอยู่สม่ำเสมอ

 

 

 

 

ขณะนี้ ทางหน่วยงานโครงการพัฒนาลุมพินีปรับปรุงโบราณสถานใหม่ ได้รื้อออกเพื่อการขุดค้นโบราณวัตถุที่สำคัญ และพบแผ่นศิลาขนาด ๕x๕ นิ้ว เมื่อ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ นักสำรวจเชื่อกันว่าเป็นหลักฐานสำคัญสมัยพระเจ้าอโศกชิ้นหนึ่ง ที่สร้างไว้เป็นการยืนยันว่า พระกุมารเสด็จพระราชดำเนินได้       ๗ ก้าว มีศิลาแผ่นนี้บอกความไว้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้มุงหลังคาคลุมบริเวณไว้ เพื่อรักษาสภาพโบราณสถานกองอิฐ เรียงขึ้นเป็นชั้น มีที่เก็บรักษาแผ่นศิลานั้นไว้เป็นอย่างดี

จุดที่ตั้งเสาหินอโศก นัยว่าเป็นเขตแดนระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะข้างด้านซ้ายมือออกไปตามทางหลวง ๒๗ กม. คือกรุงกบิลพัสดุ์ และทางขวามือตามทางหลวงอีก ๔๓ กม. คือ กรุงเทวทหะ ปัจจุบันเมืองทั้งสองเหลือเพียงซากเวียงวังโบราณ ที่ปรับหักพังไว้ให้ทัศนา และรอโอกาสที่จะบูรณะขึ้นใหม่ต่อไป

 

บริเวณวัดนานาชาติ

ปัจจุบันลุมพินีวันได้แบ่งเขตอุทยานออกตามผังของโครงการพัฒนาลุมพินีดังนี้

๑.  เขตสวนลุมพินีวัน (The Sacred Garden Zone) อาณาบริเวณโบราณสถานประกอบด้วยสระโบกขรณี เสาศิลาจารึกพระเจ้าอโศก มายาเทวีวิหาร และส่วนที่เป็นเจดีย์กับสังฆาราม

๒.  เขตวัดนานาชาติ (The Monastic Zone) มีคลองคั่นกลางระหว่าง เถรวาท (Tharavada East Monastic Zone) มีวัดพม่า วัดศรีลังกา วัดไทย วัดแม่ชีเนปาล และสำนักวิปัสสนา กับมหายาน (Mahayana West Monastic Zone) มีวัดเกาหลี วัดจีน วัดธิเบต วัดเวียดนาม วัดชาวพุทธฝรั่งเศส วัดญี่ปุ่น และสำนักวิปัสสนา บัณฑิตารามในบริเวณนี้เดินชมได้ หรือนั่งรถเยี่ยมได้ภายในวันเดียว

๓.  เขตหมู่บ้านลุมพินีใหม่ (The New Lumbini Village) เป็นสถานที่พักบริเวณรอบนอกมีโรงแรม ร้านอาหาร ที่พักผู้แสวงบุญ

 

วัดไทยลุมพินี

วัดไทยลุมพินี (Royal Thai Monastery Lumbini) ตั้งอยู่ในเขตปริมณฑล สังเวชนียสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ สวนลุมพินี ประเทศเนปาล จัดสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธบริษัทแห่งประเทศไทย โดยทุนงบประมาณแผ่นดิน ในนามของรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณลุมพินีวัน จากประเทศเนปาล จำนวน ๒ แห่ง รวมพื้นที่ ๑๓ ไร่ เป็นระยะเวลา ๙๙ ปี ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อบูชาพระคุณพระพุทธศาสนา และเป็นการร่วมเฉลิมฉลอง ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี

ปัจจุบันลุมพินีวัน เป็นพุทธอุทยานที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งปีฉลองพุทธชยันตี ๒๕ พุทธศตวรรษ สมัยที่ ท่านอูถั่นชาวพุทธพม่า ครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ปรารภและเชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลก ให้รวมใจกันสร้างพุทธานุสรณ์สถาน น้อมเป็นพุทธบูชาองค์พระบรมศาสดา ผู้ประกาศพุทธธรรม นำสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกมาแล้ว ๒,๕๐๐ ปี

บรรดาประเทศผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลก ได้ตอบสนองในดำริของท่านอูถั่น อย่างท่วมท้น พร้อมด้วยขอให้องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เป็นแกนประสานงาน กับโครงการพัฒนาลุมพินีสถาน ของรัฐบาลเนปาล โดยจัดให้มีพื้นที่ปลูกป่าใหญ่นับหมื่นเอเคอร์ จัดสรรพื้นที่ให้เป็นพุทธยาน พร้อมกับเชื้อเชิญประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามาดำเนินการก่อสร้าง วัดนานาชาติ บริเวณ Monastic Zone เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนะธรรม ตามแบบสถาปัตยกรรมของชาตินั้น ๆในพื้นที่ ๖,๐๐๐ ไร่ ขณะนี้ พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) มีวัดจากประเทศต่าง ๆ รวม ๑๓ แห่งแล้ว

คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เห็นชอบในหลักการ ให้จัดสร้างวัดไทยในลุมพินีขึ้น โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน และให้กระทรวงศึกษาธิการ แต่งตั้งคณะกรรมการก่อสร้าง เพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำรูปแบบและควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามเป้าหมาย คือ การส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย ตามข้อตกลง (Commitment) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเนปาล ในโครงการพัฒนาลุมพินีสถาน เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเผยแผ่และสืบสานพระพุทธศาสนาต่อไป

งานก่อสร้างจึงเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกรระทรวงศึกษาธิการ เอกอัครราชทูต ผู้แทนกรมการศาสนา กรรมการ LDT และพุทธบริษัทชาวไทย เนปาล มาร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก

เมื่อกรมการศาสนา ได้รับมอบให้ดูแลงานก่อสร้าง จึงได้ลงมือปฏิบัติงานสร้างศาสนสถานตามแผนงานที่กำหนดไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ (ค.ศ. ๑๙๙๖) ดังปรากฏผลงาน คือ การปรับระดับพื้นที่บริเวณวัด กำแพงรั้วรอบวัด หอฉัน หอสวดมนต์ และกุฏิสงฆ์ ๒ หลัง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา สระโบกขรณี ถังเก็บน้ำ บ่อบาดาล ปลูกต้นไม้สำคัญในพระพุทธประวัติ จัดสวนไม้ดอกไม้ประดับให้เป็นรมณียสถานที่งดงาม และระบบสาธารณูปโภคอื่น ๆ แต่เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณไม่เป็นไปตามกำหนด ยังผลให้การก่อสร้างล่าช้าไปบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ ทั้งทีวัตถุประสงค์เดิม กำหนดให้การก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ (ค.ศ. ๑๙๙๗) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี

ต่อมาสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ มีความประสงค์ขอให้กรมการศาสนา นำความกราบเรียนมหาเถรสมาคม เพื่อขอพระภิกษุไปอยู่ประจำที่วัดไทยลุมพินี เป็นการถาวรดังเช่นวัดอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะได้ช่วยในการดูแลการก่อสร้างแล้ว ยังจะได้เป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปแสวงบุญที่ลุมพินี นอกจากนี้ยังจะเป็นการเผยแผ่ธรรมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

เมื่อการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๘/๒๕๔๒ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) มีมติให้วัดไทยพุทธคยา ในฐานะหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย จัดส่งพระธรรมทูตไปช่วยดูแลงานก่อสร้างที่วัดไทยในลุมพินี ดังนั้น ท่านเจ้าคุณพระราชโพธิวิเทศ (ทองยอด) หัวหน้าพระธรรมทูต จึงมอบให้ พระครูปลัดสุวัฒน สัทธาคุณ (วีรยุทธ์) พระธรรมทูตวัดไทยพุทธคยา เป็นหัวหน้าคณะมาปฏิบัติหน้าที่ เป็นผู้ดูแลงานก่อสร้างที่วัดไทยลุมพินี พร้อมด้วยพระธรรมทูต และคณะทำงานจากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย อีก ๔ รูป ตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ และในพรรษากาล พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ มีพระสงฆ์ปัญจวรรคอยู่จำพรรษา จำนวน ๕ รูป

วัดไทยลุมพินีได้ก่อสร้างศาสนสถานตามกำลังงบประมาณ ฯ และทุนบริจาคสมทบของผู้มีจิตศรัทธามาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) กำลังสร้างกุฏิทรงไทย ๒ หลัง ตามที่ท่านผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคทรัพย์ไว้ และรับเป็นเจ้าภาพเฉพาะรายการ กับทั้งจะเริ่มสร้างอาคารโรงทาน (ครัว) ๑ หลัง เพิ่มกุฏิสงฆ์ อีก ๓ หลัง ตามแบบที่กำหนดไว้ พร้อมกับอาคารอเนกประสงค์ที่พักผู้แสวงบุญ พระอุโบสถ ศาลา จตุรทิศ วิหาร และมหาเจดีย์พุทธานุสรณ์สถาน ให้เสร็จสมบูรณ์ตามโครงการต่อไป

 

นครกบิลพัสดุ์

กบิลพัสดุ์ เป็นนครหลวงของสักกชนบท ตั้งอยู่ตรงข้างภูเขาหิมพานต์ ตอนเหนือของชมพูทวีป จัดอยู่ในมัชฌิมชนบท ขึ้นอยู่กับแคว้นโกศล เดิมเป็นดงไม้สักกะเหล่าราชบุตรของพระเจ้าโอกกากราช เป็นผู้สร้างร่วมกัน คราวเมื่อพระเจ้าโอกกากราชโปรดให้พระราชทานสมบัติให้ชันตุกุมาร โอรสของมเหสีใหม่ รับสั่งให้เชษฐกุมาร ให้ภคินีพาไปตั้งสำนักอาศัยอยู่ราวป่าสักกะใหญ่ ริมสระโบกขรณี ข้างภูเขาหิมพานต์ โดยรับสั่งให้ ช้างมงคล คนติดตาม ประมาณหนึ่งโยชน์ วันที่สอง ประมาณสองโยชน์ วันที่สาม ประมาณสามโยชน์ พระกุมารปรึกษากันว่าจะใช้กองทัพนี้รบเอาเมืองต่าง ๆ แต่ทรงเปลี่ยนพระทัยว่า การเบียดเบียนผู้อื่นไม่เกิดประโยชน์ ทรงดำริสร้างเมืองใหม่ ตามคำแนะนำของกบิลดาบส

 

กบิลดาบส

ตามอรรถกถากล่าวว่า กบิลพราหมณ์ คือ พระโพธิสัตว์ รู้วิชาภูมิบาล ว่าด้วยการทำให้คนมองเห็นคุณ เห็นโทษ ในเบื้องบน ในอากาศ ในเบื้องล่าง ในเบื้องหน้า โดยให้คำทำนายว่า เมืองที่สร้างขึ้นในที่นี้จะเป็นเมืองเลิศในชมพูทวีป ผู้ชายที่เกิดในเมืองแต่ละคน จะสามารถเอาชนะคน ร้อยคน พันคนได้ จงสร้างเมืองที่นี้ และจงสร้างราชมณเฑียร ณ ที่ตั้งบรรณศาลานี้ แล้วจึงให้นามว่า กบิลพัสดุ์

ชาวชมพูทวีปให้การยกย่องราชวงศ์แห่งศากยะมาก ด้วยว่าสูงส่งโดยชาติตระกูล เป็นเผ่าพงศ์แห่งอาทิตยโคตร มีอารยธรรมขนบธรรมเนียมเฉพาะของตนเคร่งครัดในการดำรงความบริสุทธิ์ของเชื้อสายเป็นอย่างมาก โดยไม่ยอมวิวาห์กับต่างตระกูล เพราะฉะนั้น ในยุคพุทธกาลจึงถือว่า ชาวศากยราชเป็นวงศ์แห่งกษัตริย์ที่บริสุทธิ์ ไม่แปดเปื้อนมลทินใด ๆ

 

สักกชนบท

สักกชนบท มีอาณาเขตกว้างใหญ่  เป็นเสมือนศูนย์กลางของนครน้อยใหญ่ เช่น มัลละ โกศล มคธ วัชชี เป็นต้น การปกครองแบบมุขสภา กษัตริย์ผู้ครองราชสมบัติทรงมีอำนาจและกล้าแกร่งในเชิงรบมาก โดยเฉพาะในยุคของพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา  นอกจากนั้น กบิลพัสดุ์ยังเป็นเมืองที่มีพราหมณาจารย์ ปุโรหิตาจารย์  ที่เรืองรามอยู่มากมาย

ก่อนพุทธกาล สถานที่นี้เป็นมหานครมานานแล้ว ดังปรากฏในมหาเวสสันดรชาดก กล่าวถึงกรุงเชตุดรราชธานี เป็นที่บำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ เคียงคู่กับเมืองพาราณสี ของพระเจ้าพรหมทัตเลยทีเดียว ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายมหายานและฝ่ายเถรวาท ต่างก็ให้ความเห็นตรงกันว่า พระพุทธองค์ก่อนเสด็จออกผนวช เคยประทับอยู่ ณ พระราชวังกบิลพัสดุ์เป็นเวลา ๒๙ ปี

สมัยพุทธกาล คือยุคทองของกบิลพัสดุ์ ณ สถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนรองรับหมู่พระอรหันต์ เป็นตำนานแห่งชาติภูมิของพระอริยสาวก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระอุบาลี พระเทวทัตต์ พระนันทะ พระราหุล พระนางปชาบดีภิกษุณี เป็นต้น

 

บันทึกของหลวงจีน

ในบริเวณที่ถูกกั้นรั้วไว้นั้น หลวงจีนฟาเหียน (Chinese pilgrim Fa-Hien) จาริกมาราว พ.ศ. ๙๔๒ ๙๕๗ (ค.ศ. ๓๙๙ ๔๑๔) ยังเห็นซากปรักหักพังของกบิลพัสดุ์ เมื่อมาถึงนครเคเว้ โลเว้ (กบิลพัสดุ์) ไม่มีกษัตริย์ และไม่มีพลเมืองอาศัยอยู่ มองดูเวิ้งว้าง น่าใจหาย เห็นแต่พระสองสามรูป และมีบ้านเรือนอยู่เป็นหย่อม ๆ ราว ๆ ๒๐ หลัง นอกนั้นเป็นที่ว่างเปล่าแห้งแล้ง

หลวงจีนถังซัมจั๋ง (Chinese traveler Hiuen-Tsang) บันทึกการเดินทางมาราว พ.ศ. ๑๓๐๐ (ค.ศ. ๗๕๖) เล่าเรื่องเมืองกบิลพัสดุ์ว่า ในแคว้นนี้โดยรอบประมาณ ๔๐๐ ลี้ มีเมืองรกร้างอยู่สิบหัวเมือง ทุกเมืองเหลือแต่ซากปรักหักพัง หัวเมืองใหญ่คือ กบิลพัสดุ์ มองเห็นอิฐหัก และกากปูน ราชสำนักภายในกรุงกบิลพัสดุ์ กะว่ายาว ๑๔ ๑๕ ลี้ ตัวเมืองก่อด้วยอิฐ รากกำแพงยังแข็งแรง ตั้งอยู่ให้เห็นเป็นแนวยาว มสังฆารามร้างอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ หลัง มีสงฆ์สาวกอาศัยอยู่ มีเทวสถาน ๒ แห่ง มีรูปเทวะมากมาย ภายในบริเวณพระราชฐานมีกำแพงกั้นเป็นสัดส่วน พระราชวังของกษัตริย์สุทโธทนะยังเหลือเป็นซากอยู่ ในวิหารมีรูปปั้นของกษัตริย์สุทโธทนะ และวิหารเล็กสร้างไว้หลังหนึ่ง เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นพระนางสิริมหามายา

 

สภาพปัจจุบัน

นครกบิลพัสดุ์ แห่งสักกชนบท ในปัจจุบันเรียกว่า ติเลารโกฏิ (Tilaurakot) หรือ (Ancient Kapilavastu) จากลุมพินีไปทางทิศใต้ ประมาณ ๒๗ กม. ยังเหลือเพียงซากอิฐหักกากปูนของโบราณสถาน ที่รัฐบาลเนปาลรักษาไว้เป็นประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังคงให้เห็นร่องรอยแห่งอดีต ตามเขตพระราชวังที่ประทับของพระเจ้าสุทโธทนะ ทำให้หวนระลึกถึงพระมหาบุรุษเจ้าฟ้าชายสิทธัตถะ ที่เคยประทับในที่แห่งนี้นานถึง ๒๙ พรรษา ก่อนที่จะพบเทวทูตทั้ง ๔ อันเป็นมูลเหตุให้สละพระราชฐานแห่งนี้ออกบรรพชา เพื่อมุ่งประโยชน์ของมหาชน

 

บริเวณโบราณสถาน

มีสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้า เริ่มจากด้านทิศตะวันออก จะเป็นทางเข้าออกของหมู่มุขอำมาตย์และข้าราชบริพาร ห่างจากกำแพงไม่ไกลนัก จะมองเห็นเนินดินอยู่กลางท่ง นั้นคือ สถูปกัณฐกะ ไม่ห่างนักจากแม่น้ำคัณฑัก ตามบันทึกของสมณะฟาเหียน ที่เดินทางมากรุงกบิลพัสดุ์ พ.ศ. ๙๔๒ ๙๕๗ (ค.ศ. ๓๙๙ ๔๑๔) กล่าวว่า สถูปแห่งนี้ คือ อนุสรณ์ของการเสด็จออกบรรพชาในยามค่ำคืน ทางประตูด้านทิศตะวันออก ขณะนี้ยังมีกำแพงขนาดใหญ่ และช่องประตูให้เห็นเป็นหลักฐานสำคัญอยู่

ส่วนในบริเวณทิศตะวันตก เป็นประตูเสด็จพระราชดำเนินในยามฉุกเฉิน ด้านในมีสระโบกขรณี ๓ แห่ง สันนิษฐานว่า คงเป็นสระที่พระเจ้าสุทโธทนะสร้างถวายพระราชกุมาร พร้อมด้วยปราสาท ๓ ฤดู ห่างออกไปทางทิศเหนือ ห่างออกไปทางทิศเหนือ จะมีฐานสถูปขนาดใหญ่นั้นคือ สถูปพระพุทธมารดา กับสถูปพระพุทธบิดา ผู้เดินทางมาแสวงบุญ นอกจากสวดมนต์แผ่เมตตาที่ประตูเสด็จออกผนวชแล้ว ยังมาสักการะบูชา ณ ที่แห่งนี้อีกด้วย

 

 

ยิ่งเขียนไดเกี่ยวกับพุทธศาสนา เริ่มเขียนไม่ออก คัดลอกมาจะเข้าใจมากกว่าก็พระราชรัตนรังสี เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี และกุสินารา รวมทั้ง ที่พักแดนสุขาวดีชายแดน เนปาล อินเดีย ฉันได้พบท่าน และ รู้สึกศรัทธาในตัวท่านมาก และ trip อินเดียที่ฉันได้เดินทางในครั้งนี้ ก็วางรากฐานมาจากท่าน ดีใจที่ได้มีโอกาสกราบและพบฟังธรรมและรับพรจากท่าน มาที่ลุมพินี สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือได้พบท่านนี่แหล่ะ นี่ไม่เคยรู้เรื่อง และ รู้จักท่านมาก่อน ยิ่งได้มาอ่านข้อเขียนของท่าน ยิ่งทึ่งและเข้าใจประวัติพุทธศาสนามากขึ้นทีเดียว

 

 

 

สำหรับวัดไทยที่ลุมพินี สวยงามมาก ท่านคิดถึงเขาหิมาลัย บวกกบสีน้ำนมของมารดาในสถานที่ประสูติจึงบอกสถาปนิกเลยกลายเป็นวัดไทยสวยงามที่ลุมพินีอย่างที่เห็น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
You're on top of the game. Thanks for shrngai.
Luisinho
22 ธ.ค. 2558 เวลา 04:56 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic