สีตามวัน

 

 

จากการที่ ออกรถใหม่ก็ดูฤกษ์ถูกโฉลกมากมาย เลยได้ความรู้เรื่องแต่งตัวตามสีตามวันมา

 

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ลองทำดู เผื่อจะดี มิเสียหายๆ

 

ลอกมาจาก pantip อีกแล้ว

 

วันจันทร์ ---- ห้ามใส่สีแดง

วันอังคาร ---- ห้ามใส่สีขาว เหลือง

วันพุธ ---- ห้ามใส่สีชมพู

วันพฤหัสบดี --- ห้ามใส่สีม่วง

วันศุกร์ ---- ห้ามใส่สีเทา น้ำเงิน ดำ

วันเสาร์ ---- ห้ามใส่สีเขียว

วันอาทิตย์ --- ห้ามใส่สีฟ้า

 

ข้างล่างเป็นสีประจำวันเกิดนะคะ

 

 

 

แต่ฉันทำงานใส่ uniform ก็เลย แต่งหน้าสีตามวันดีกว่า ท่าจะดี

 

อย่างวันนี้ก็ทาตาฟ้าปากแดง โอว ดูไม่จืดจริงๆ เพราะคงต้องเข้มมาก อิอิ

 

 

ทำดีได้ดี กรรมย่อมเกิดจากผลแห่งการกระทำ

 

 

 

 

มาอับเรื่อง แต่งเสื้อผ้าสีตามวันเพิ่ม

 

สีเสื้อผ้าที่ใช้แต่งตัว | ความเชื่อเรื่องสีประจำวัน

     เมื่อมีสีประจำวันเกิดขึ้น ก็มีความเชื่อในเรื่องสีตามมา คนที่เกิดวันใดก็ถือเอาสีประจำวันนั้น เป็นสีมงคลประจำตัว เช่น เกิดวันศุกร์ ก็ถือเอาสีฟ้าหรือสีน้ำเงินอ่อนเป็นสีประจำตัว เป็นสีวันเกิด เสื้อผ้าที่ใช้จึงพยายามหาสีประจำวันเกิดไว้ แต่จะใช้ทุกวันก็น่าเบื่อจึงเกิดความนิยมให้มีการสลับสีกันบ้าง ในสมัยโบราณ ผู้หญิงจะนุ่งสีตามวัน แต่ห่มผ้าอีกสีหนึ่ง มีแบบอย่างดังนี้

วันอาทิตย์ – นุ่งสีแดงหรือสีลิ้นจี่ ห่มสีนวลหรือสีโศกอ่อน
วันจันทร์ – นุ่งเหลืองอ่อน ห่มน้ำเงินอ่อน
วันอังคาร - นุ่งชมพูหรือสีเมล็ดมะปราง ห่มสีโศก
วันพุธ – นุ่งเขียว ห่มชมพูหรือเหลือง
วันพฤหัสบดี – นุ่งแสด ห่มเขียวอ่อน
วันศุกร์ – นุ่งน้ำเงิน ห่มเหลือง
วันเสาร์ – นุ่งม่วงดำ ห่มโศก

      การใช้เสื้อผ้าตามสีประจำวันนั้น บางครั้งก็ถือผิดกันเช่นในเรื่อง ‘ สวัสดิรักษา ’ ของสุนทรภู่ ได้กล่าวถึงสี ของบางวัน ต่างออกไปคือ

“อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน
เป็นมงคลขัติยาไม่ราคี
เครื่องวันพุธสุดดีที่สีแสด
กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี”

         ดังนี้ จะเห็นว่าการใช้สีประจำวันต่างกับตำราที่กล่าวมาแล้ว คือ ของสุนทรภู่ วันอังคารใช้สีม่วงคราม วันพุธใช้สีแสด วันพฤหัสบดีใช้สีเขียวปนเหลือง
         สีที่ใช้ในวันพุธออกจะแปลกกว่าทุกวัน คือแบ่งเป็นพุธกลางวันกับพุธกลางคืน มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปในงานหนึ่ง ๆ ซึ่งตรงกับวันพุธกลางคืน จึงมีรับสั่งถามพระญาณเวทเจ้ากรมโหรหลวงในสมัยนั้นว่า “วันนี้ฉันจะนุ่งผ้าสีอะไร”
         คุณพระญาณเวทก็กราบบังคมทูลว่า “ทรงพระภูษาสีดอกตะแบก ซึ่งตรงกับสีของราหูพระพุทธเจ้าข้า”
         นี่ก็เป็นเรื่องแสดงว่า เฉพาะกับวันพุธนั้นใช้สองสี กลางวันใช้สีเขียวเป็นส่วนมาก แต่กลางคืนกลับไปใช้ สีดอกตะแบก หรือสีม่วงคล้ำ
       วันพฤหัสบดีก็ใช้สีไม่ตรงกันอีก ตามตำราโหรว่าใช้สีเหลือง และตำราอื่น ๆ ใช้สีแสดก็มี ส่วนกรมภูษามาลา ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง เกี่ยวกับเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ให้ใช้สีน้ำเงิน อ้างว่าได้ใช้สีน้ำเงิน มาตั้งแต่ครั้ง แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแล้ว
     สีที่ใช้ต่างกันอีกสีหนึ่งคือสีประจำวันศุกร์ ซึ่งตามปกติใช้สีน้ำเงินหรือสีฟ้า แต่ทางกรมภูษามาลาให้ใช้สีเหลือง โดยกล่าวว่าเป็นตำราที่ถือกันมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม การใช้สีประจำวันของบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป จะใช้ตามสีประจำวันที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น ส่วนสีที่ต่างกันไปของโหร และกรมภูษามาลานั้น เป็นเรื่องของ ทางราชการในพระราชสำนัก

 

 


 แล้วก็ไปเจอหน้านี้โดยบังเอิญเหมือนถูกว่าเลย ว่างมงาย ขอลอกมาเตือนสติตัวเอง

http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=795.0

นับถือศาสนาพุทธ   แต่ว่าไม่มั่นคงในคำสอนพระพุทธเจ้า   
เมื่อไปเจอคำสอนอื่นๆอีก   ซึ่งมีอยู่เยอะแยะมากมายหลายแขนงในโลกนี้   
ก็ชักจะหวั่นไหว - โอนเอียง - โน้มน้อม - ปันใจ    ไปให้กับคำสอนเหล่านั้นบ้างไม่มากก็น้อย   
บางรายเท่าที่เห็นนี้ไปหมดเลย  ทั้งกาย - วาจา - ความคิด  ไม่เหลือเค้าโครงของความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีให้เห็นเลย

 - นี่ก็คือการไม่ตั้งมั่นอยู่ในคำสอนพระศาสดา
 - นี่ก็คือการไม่เชื่อมั่นในคำสอนพระศาสดาว่ามีความสมบูรณ์พร้อมพรั่งทุกแขนง  ตั้งแต่ต่ำไปจนถึงสูงสุดและเลยสูงสุดไป
 - นี่ก็คือการแสดงให้เห็นถึงการปล่อยปละละเลยในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอน   
และพินิจพิจารณาตามคำสอนพระพุทธเจ้า    ให้ตัวเองได้เข้าอกเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้่า
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาวะของตัวเองที่จะต้องดำเนินการในชีวิต

นี่คือปัญหาที่บรรดาชาวพุทธทั้งหลายกำลังประสบอยู่   ไม่เฉพาะแต่คุณนัทเท่านั้น 
มันเป็นกันทั่วไปหมดแล้ว   รวมไปถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่า   เป็นผู้นำศาสนาพุทธอย่างพระคุณเจ้าพระภิกษุทั้งหลายด้วยนะ
หาดูได้ไม่ยาก   สำหรับชาวพุทธเก๊ๆ   ทั้งหลายสมัยนี้

หลักฮวงจุ้ย   ตามที่เขาบอกกล่าวเล่าแจ้งกันมาซึ่งเป็นที่รับทราบกันในวงกว้างนั้น  ไม่เข้าหลักการกับพระพุทธศาสนาเลย

แต่การจะสร้างบ้านแปลงเมืองหรือจะหาสถานที่เพื่ออยู่อาศัยหรือดำเนินการใดๆก็แล้วแต่   
ก็ต้องประกอบไปด้วยความรู้ - ความฉลาด    ในสังเกตธรรมชาติ  -  สังเกตสถานที่
เช่น   รู้จักทางน้ำ - ทางลม - แดด - ฝน - รู้จักหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดจากฤดูกาลต่างๆ 
เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในการอยู่อาศัยในสถานที่นั้นๆ
เพื่อให้เข้ากับหลักภูมิศาสตร์ - เข้ากับหลักภูมิอากาศ - เข้ากับหลักสาธารณูปโภค   ของธรรมชาติได้ถูกต้อง 

และรู้จักวิธีอุทิศบุญให้แก่พวกเทพและชาวทิพย์    ที่สถิตอยู่ในบริเวณที่ตัวเองอยู่อาศัย
ตามคำสอนที่มีอยู่ใน   "ปาฏลิคามิยสูตร"   เพื่อความสุขสำราญของร่างกายและจิตใจของผู้อยู่อาศัยเอง

โดยหลักการของศาสนาพุทธก็มีแค่นี้   

พุทธศาสนาไม่มีหรอกนะ   ที่จะบอกว่า   แต่งเพิ่มตรงนั้นอีกนิด -  แต่งเพิ่มตรงนี้อีกหน่อย   เพื่อจะได้มีโชคมีลาภวาสนา
นั้นมันเป็นเรื่องงมงาย  บ้าๆ  บอๆ   ไร้สาระไป   ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว   สำหรับผู้ที่เชื่อว่าตนเองเป็นสาวกพระพุทธเจ้า


เรื่องสี - เลข   นี้   ยิ่งไปกันใหญ่   เลอะเทอะ   อย่าเอาลัทธิความเชื่อไร้สาระแบบนี้มายุ่งในการดำเนินชีวิตจะดีที่สุด
ใครชอบสีอะไรก็เลือกใช้สีนั้นไป   และเลือกใช้สีที่มันเข้ากับสถานการณ์ - เหตุการณ์    ก็แค่นั้นแหละ   

สีและเลขนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับความเป็นมงคลเลย   ถ้าขืนไปยุ่งวุ่นวายกับมันมาก   
มันก็จะกลายเป็นความอัปมงคลในชีวิตได้ทันทีเลยนะ 

ความเป็นมงคลหรือสิริมงคลในหลักศาสนาพุทธ   มันอยู่ที่ความประพฤติทางกาย - วาจา - ความคิด   ที่ดีงามนั้น
ทำกาย - วาจา - ความคิด   ให้ดีงามและถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้า    ได้เมื่อไหร่ - เวลาไหน     
เมื่อนั้น - เวลานั้น   เป็นมงคลสูงสุดของผู้นั้นทันที


และที่ถามมาว่า   เรื่องฮวงจุ้ย - สี - เลข   มีผลกับเราไหมนั้น
ก็ต้องตอบว่า  ถ้าเราไปเอามันมามีผลกับชีวิต    มันก็มีผลทันที - ถ้าเราไม่ไปเอามันมามีผล   มันก็ไม่มีผลทันทีเหมือนกัน

คือ   สมมติว่าเรื่องเหล่านั้นน่ะ   เป็นเสี้ยน - เป็นหนาม   เราก็เดินไปของเราอยู่ดีๆ นี่แหละ   มันก็ไม่มีผลอะไรใช่ไหม
เพราะเสี้ยนหนามก็อยู่ส่วนเสี้ยนหนาม   เราก็เดินไปของเรา    แต่ถ้าเราดันเอาตีนแกว่งเข้าไปหาเสี้ยนหนามเมื่อไหร่
มันก็เกิดผลทันทีเหมือนกันใช่ไหม   เพราะเสี้ยนหนามมันต้องตำตีนให้ได้เจ็บปวดแน่นอนเลย

อ้างถึง ทุกสิ่งทุกอย่างควรทำตามความเหมาะสมของสถานภาพ  เวลา  และความรู้สึกของตนเอง
ซึ่งต้องไม่เดือดร้อนหรือรบกวนผู้อื่นด้วย


ประโยคนี้ครอบคลุมกว้างไกล - ละเอียดลึกซึ้ง    เป็นไปไม่ได้เลยที่ปุถุชนจะสามารถเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้องตามลำพัง

เพราะความรู้สึกนึกคิดของปุถุชนนั้น   มีผิด - มีความเลอะเทอะ - มีความสกปรก   ปะปนอยู่เต็มไปหมด   
ถ้าจะเอาเฉพาะความรู้สึกของตัวเองน่ากลัวว่าจะแย่

มันต้องถือเอาความรู้และคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน  โน่น   
เป็นมาตรฐานเป็นกฏเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต   มันถึงจะมีความปลอดภัย - ความปลอดโปร่ง - ความถูกต้อง
เพราะบางครั้งบางทีการกระทำที่ถูกต้องและดีงาม   ก็เป็นสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกบ้าๆของตัวเอง    ซึ่งก็มีอยู่บ่อยครั้ง

เพราะฉะนั้นจะถือเอาแต่ความรู้สึกไม่ได้   ต้องถือธรรมที่ถูกต้องต่างหาก   ที่ต้องสำคัญกว่าความรู้สึกไม่ว่ายุคไหน กาลใด
ทำในสิ่งที่ถูกต้องแต่กลับเจ็บปวดในความรู้สึก    อย่างนี้ก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง (แม้่จะเจ็บปวด)   
มากกว่าที่จะเลือกเอาความสบายของความรู้สึกเป็นที่ตั้ง   แล้วกระทำในสิ่งที่ผิด

และ   อ่าน   พร้อมกับ    พิ - จา - ร - ณา    ตามลิงค์นี้ด้วย

http://www.samyaek.com/board2/index.php?topic=210.msg3976#msg3976

 

 

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic