เก็จแก้วกัลยา

 

ขอน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมถวายความอาลัย

 สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

                              ข้าพระพุทธเจ้า stillness.diaryis.com

 

 

โชคดีที่ฉันกลับมาจากอินเดียเมื่อวาน เลยได้มีโอกาสดูพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวานเตรียมชุดดำใส่ลงมาจากเครื่องเพื่อร่วมไว้อาลัยพระองค์ท่านด้วย

 

 กำหนดการออกอากาศการถ่ายทอดสดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


15 พย.       พระราชพิธีเชิญพระโกศออกพระเมรุ และพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
          พระราชพิธีเชิญพระโกศ(เวลา 06.45น.- จบพระราชพิธีฯ)
          พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ (เวลา 16.15น.-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับ)
          พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ(เผาจริง) (เวลา 21.50น.-จบพระราชพิธีฯ)


16 พย.      พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ
       (เชิญพระโกศไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและผอบพระสรีรางคารไปยังพระศรี รัตนเจดีย์  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม)  (เวลา  07.50น. -จบพระราชพิธีฯ)


17 พย.      พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (เวลา 16.20น. - จบพระราชพิธีฯ)


18 พย.      พระราชพิธีเลี้ยงพระ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
        และพระราชพิธีเชิญพระอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท  (เวลา 10.20 น. - จบพระราชพิธี)


19 พย.      พระราชพิธีบรรจุพระสรีรางคาร ณ อนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา  วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม (เวลา 16.10น. - จบพระราชพิธีฯ)

 

ดูแล้วปลื้มใจในความเป็นไทย เมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ ก็สามารถรวมใจไทยเป็นหนึ่ง ประทับใจผู้ที่ไปที่ท้องพระเมรุ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆคน ภาพที่ออกมา มีพลังใจแห่งไทย และ สืบสานวัฒนธรรมไทย ออกมาอย่างสวยงาม

เป็นอะไรไม่รู้ เห็นในหลวงแล้วน้ำตาไหล เป็นห่วง ขอให้พระองค์อยู่ปกเกล้าชาวไทยไปอีกนาน

 

ความประทับใจต่อพระองค์ท่าน

ย้อนวันสวรรคตของพระองค์ท่าน ที่จริง ท่านป่วยหนักตั้งแต่วันสิ้นปี แต่เพื่อความสุขของประชาชนไทยในวันส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ ท่านจึงได้สวรรคตในวันที่ 2 มกราคม

พระองค์ท่านเป็นผู้หญิงเก่ง วางตัวดี ถึงจะว่ากันว่า ท่านดุก็เถอะ

คัดคำสัมภาษณ์ท่านมาจาก pantip.com

๗๒ ปีที่ผ่านมา ใต้ฝ่าพระบาทโปรดปีใดที่สุด เพระเหตุใดเพคะ

“จะตอบยังไงดี ชอบทุกปีหรือไม่ชอบทุกปีนี่บอกไม่ได้ ทุกปีจะมีอะไรที่ชอบในนั้น แต่ก็จะต้องมีอะไรที่ไม่ชอบด้วย เป็นอย่างนี้ไปแทบทุกปี

...ก็เห็นจะชอบปีแรกที่สุด เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดถึง 12 เดือน นี่เห็นจะดีที่สุดไม่รู้เรื่องอะไร ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ต้องทำอะไรเลย มีพ่อแม่เลี้ยง มีคนเลี้ยง สบาย ก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน”

แล้วปีใดที่ไม่โปรดหละเพคะ

“ก็เหมือนกัน คือบางปีที่มีอะไรที่ไม่ชอบ อาจะมีอะไรที่ชอบในนั้น
...คำถามนี้ต้องระวัง เพราะมาถามฉันแบบนี้เหมือนมาถามฉันว่าชอบประเทศไหน ฉันก็ตอบแบบเดียวกันคำถามที่ให้ฉันเลือกแบบนี้ ฉันพูดเสมอว่า คนมาถามว่า
‘ท่านชอบโต๊ะ หรือชอบสุนัข’
…อย่างนี้เปรียบเทียบกันไม่ได้ ถ้าฉันจะรับประทานข้าว แล้วฉันไปรับประทานบนหลังสุนัข มันก็ไม่สะดวก ต้องไปรับประทานบนโต๊ะ แต่ถ้าจะเล่นด้วย เล่นกับโต๊ะก็ไม่สนุก ถึงได้ตอบไม่ได้อย่างชัดเจนว่าชอบอะไรที่สุด แล้วแต่โอกาส มีหลายคำถามที่จะต้องตอบแบบนี้”



ใต้ฝ่าพระบาทประสูติที่ไหนเพคะ
“ยังไม่ทราบอีกนะ ว่าฉันเกิดที่ไหน โอ๋...เดี๋ยวฉันโยนหนังสือประวัติให้ (ทรงพระสรวล)
...ฉันเกิดที่ลอนดอน สามคนพี่น้องเกิดคนละประเทส ฉันเกิดที่ลอนดอนเพราะว่าทูลหม่อมพ่อทรงทำงานที่นั่นอยู่หลายเดือน”

เมื่อรับสั่งจบ ก็เป็นจังหวะที่ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พริดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เข้ามาในห้อง และตั้งใจจะเดินไปนั่งอีกด้านหนึ่งของห้อง
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงรับสั่งด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนว่า
“ลูก มานั่งนี่”
พร้อมกับทรงชี้ที่นั่งข้างๆพระองค์บนโซฟายาว ท่านผู้หญิงจึงเข้ามานั่งเคียงข้างสมเด็จแม่

ในระหว่างพี่น้อง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 2 พระองค์กับใต้ฝ่าพระบาท ทรงเรียกชื่อเล่นกันไหมเพคะ

“ก็แน่นอน เราเรียกกันตามชื่อเล่น ฉันก็เปลี่ยนชื่อไป ตอนอยู่เมืองไทยเป็นพี่หญิง
...พอไปอยู่เมืองนอกไม่มี พี่หญิงตกไปแล้ว (ทรงพระสรวล) เรียกชื่อเฉยๆเป็นฝรั่งกันไป
...กับพระเจ้าอยู่หัวก็เรียกชื่อกันเป็นน้องนี่ แต่เดี๋ยวนี้ซิไม่ได้ ไปพูดกับใครก็ต้องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”




ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยเอ่ยเสริมว่า
“แต่เวลาอยู่กันเองก็เรียกได้”
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯหันพระพักตร์ไปตรัสกับพระธิดาว่า
“เรียกได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเรียก พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่เรียกแม่นะ ท่านเรียก อื้ออ...อย่างนั้นๆอย่างนี้ แม่ก็บอกว่า อื้ออออ....อย่างนั้นอย่างนั้นๆ
“ลูกไม่ได้สังเกต”
พระเจ้าพี่นางเธอฯทรงพยักพระพักตร์ยืนยัน
“ลองสังเกตดูสิ ไม่ออกชื่อไม่ขานชื่อกัน”
ใต้ฝ่าพระบาทยังทรงจำได้หรือไม่เพคะว่าก่อนพระบรมชนกสิ้นพระชนม์ ได้รับสั่งอะรับใต้ฝ่าพระบาทบ้าง
........
“ท่านทรงงานมากเหลือเกิน ทรงงานตลอดเวลา ทรงไม่มีเวลาเลย
...แต่งานในบ้านท่านก็ช่วย คือถึงเวลาจำเป็น ท่านก็กวาดบ้านเป็น ทำอะไรเป็น ท่านทำทุกอย่าง ชุนถุงพระบาทยังเป็น
...แม่เคยเล่าว่า เคยไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ นั่งอยู่ด้วยกัน ไม่มีทีวี.ดู ก็นั่งฟังแผ่นเสียง ต่างคนต่างชุนถุงตีนของตัว เพราะสมัยนั้นต้องชุนถุงตีน เพราะไม่ใช่ไนล่อนที่พอขาดแล้วทิ้ง เขาไม่ทิ้งกัน ต่างคนต่างชุน ไม่ใช่แม่ชุนถวาย ทูลหม่อมฯ ท่านมีความสามารถในหลายๆด้าน ก็จำได้แค่นี้”




สมเด็จพระพันวัสสาฯทรงมีส่วนในการเลี้ยงดูใต้ฝ่าพระบาทหรือไม่เพคะ

“แบบไทย ท่านไม่ได้เลี้ยงแต่ท่านหาคนเลี้ยงมาประทาน ซึ่งแม่ก็ไม่ค่อยชอบ ท่านพยายามหาคนมาเยอะเชียว แม่ก็เกรงพระทัย รับบ้างไม่รับบ้าง แล้วบอกว่าใช้ไม่ได้อะไรอย่างนี้

...แม่ชอบมีแหนน แล้วมีพี่เลี้ยงอีกคนเท่านั้น นอกจากนั้นก็จะเป็นมหาดเล็ก แต่จะมาเลี้ยงลูกนี่ท่านไม่ค่อยชอบนัก ท่านก็จะดูแลเรื่องนี้

...แต่เวลาไปเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสาฯ ท่านเสวยอะไร ท่านก็อยากให้หลานด้วย แต่พอจะหยิบให้ ท่านก็จะบอกว่า
‘โอ้ย...ไม่ได้หรอก เดี๋ยวแม่เขาจะมาว่าเอา’

คือแม่เรียนมาทางด้านโภชนาการ เลี้ยงเรามาจนรู้ดีว่าควรกินอะไร ไม่ควรกินอะไร รับประทานต้องให้ครบอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้รับประทานอะไรนอกเวลา

...ทีนี้สมเด็จพระพันวัสสาฯทรงทราบดี พอท่านจะให้อะไร ท่านก็

‘โอ้ย ไม่ได้ๆ เดี๋ยวแม่มาว่าเอา’

คือท่านก็เกรงพระทัยแม่ รักด้วย”
ทราบว่าสมเด็จพระพันวัสสาฯทรงรักสมเด็จพระศรีฯ

“...ทรงรักหลานๆมากเชียว เพราะในลายพระหัตถ์ ท่านจะเขียนซองเล็กๆถึงหลาน ก็คือถึงฉันนะ เพราะฉันอ่านหนังสือออกคนเดียว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 พออ่านออกบ้างนิดหน่อย


...แล้วมีโปสการ์ดถึงแม่ว่า คิดถึงหลานเหลือเกิน ขนาดเวลาหน้าร้อนเราไป

 ัวหินกัน ไม่ได้ประทับอยู่กรุงเทพฯ ท่านก็เขียนไปว่า
‘หลานไม่อยู่ คิดถึงมาก แล้วก็ไปเห็นชามเล็กๆ แล้วคิดถึงหลาน’
…ท่านทรงรักมาก เพราะเป็นหลาน 3 คน ที่ท่านมีอยู่”


ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระอนุญาตกราบทูลถามถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์ครอบครัวรู้สึกเช่นไรเพคะ

“อันนี้แปลกมาก ฉันไม่รู้ เพราะฉันไม่อยู่ ฉันไปอยู่ที่ภูเขา จำไม่ได้ว่าทราบได้อย่างไร ในหนังสือมี เจ้านายเล็กๆมีอยู่ละเอียดพอควร

...จะมีเอกสาร เอกสารนี่แม่เขียนมาถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯเลย ...มีความรู้สึกว่าไม่อยากให้เป็นเลย มีหมดเลยว่า ไม่อยากให้รับ แต่เมื่อคิดถึงบ้านเมือง คงจะต้องรับ


...แต่ระหว่างน้องๆ 2 คน คงต้องพูดอะไรกันแน่ แต่พูดอะไรนี่ไม่ทราบคงจะเล่นๆกันมากกว่า เพราะยังเล็กอยู่ 8 กับ 10


...ในลายพระหัตถ์ของแม่ที่เขียนถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ เพราะท่านโน้ตเอาไว้เลยว่า รัชกาลที่ 8 ทรงคิดว่าจะตอบหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ที่มาอัญเชิญขึ้นครองราชย์ว่าอย่างไร ที่ไม่อยากเป็นพระเจ้าแผ่นดิน มีเหตุผล 4-5 ข้อ



...มีอันหนึ่งที่ว่า เก้าอี้มันสูงไปท่านซนก็อาจจะตกจากเก้าอี้ แล้วไปไหนก็ต้องกางร่ม ก็จะไม่ได้รับแดด เพราะเวลานั้นต้องมีวิตามินดี.นี่ อย่างนั้นก็จะไม่โดนแดด แล้วถ้าซนหน่อย เดี๋ยวพระยาพหลฯดุเอา
...มีหลายข้อที่ท่านคิดเอง แล้วแม่ก็จดเอาไว้ว่าท่านตอบอย่างนี้ แต่ตอบหรือเปล่าไม่ทราบ เพราะฉันไม่อยู่” หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์ และเสด็จพระราชดำเนินกลับเมืองไทยครั้งแรก ในปี พ.ศ.2481 ใต้ฝ่าพระบาททรงรู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ


“อันนี้ต่างกัน คือเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว (พ.ศ.๒๔๗๗) รัฐบาลก็อยากให้กลับมา แม่ก็พยามบอกว่าเวลานี้ร่างกายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ ยังไม่แข็งแรง ขอผลัดไปก่อน ก็ได้ไปปีหนึ่ง


...อีกปีหนึ่งก็ให้เหตุผลว่า ปีนี้จะต้องสอบ ยังไม่เหมาะที่จะกลับ ตั้งหลายปีกว่าจะได้กลับ

...ตอนกลับมา ๒ พระองค์คงมีความสุข เพราะกลับมาด้วยเรือเดินสมุทรเดนมาร์คเล็กๆ ท่านก็สนุกกัน

…แต่ที่ฉันตกใจและตื้นตันคือ เมื่อขึ้นเรือรบขึ้นมาจากสันดอน ขึ้นมาตลอดแม่น้ำเจ้าพระยา สองฝั่งแม่น้ำคนคอยเต็ม คอยดู เพราะบ้านเมืองไม่มีพระเจ้าแผ่นดินมานานแล้ว คอยดูว่าเด็กแค่ไหน


...เสียงต้อนรับ ได้ยินแล้วตกใจมาก ยิ่งมาใกล้กรุงเทพฯ คนยิ่งแน่นๆๆๆ เสียงดัง โบกมือกัน ไชโยกันแน่นฝั่งเลย
...นี่เป็นความรู้สึกที่ประทับใจฉันมาก เพราะทีหลังเราไม่ได้มาอย่างนี้กันอีก มีแค่ครั้งแรกเท่านั้นที่มาทางเรือรบยืนกันข้างเรือ โบกมือตลอดเลย ยิ่งใกล้กรุงเทพฯยิ่งเยอะ
...แล้วในหนังสือ ๔ แผ่นดินนั่นก็จะมีตอนที่แม่พลอยเขียนไว้ คนนี้เต็มถนน ดีใจเหลือเกิน เพราะว้าเหว่ว่ไม่มีพระเจ้าอยู่หัวมานาน ยิ่งเป็นองค์เล็กๆอย่างนี้
การเสด็จกลับมาประทับที่กรุงเทพฯครั้งนี้ ใต้ฝ่าพระบาททรงรู้สึกแตกต่างจากครั้งก่อนๆหรือไม่เพคะ

“แตกต่างสิ เพราะพออยู่ไป กรมรถไฟก็ให้รถไฟหรือเครื่องยนต์ไม่รู้ นั่งบนหลังคาได้ ๒ พระองค์ มีรถไฟขับได้ ก็สนุก
...ฉันก็สนุกมากที่สั่งแผ่นเสียงมาได้ เพราะอยู่เมืองนอกกว่าจะซื้อได้อันก็แพง ต้องเก็บสตางค์ไว้ซื้อ คือได้เงินอาทิตย์ละครั้ง จะซื้อแผ่นเสียง ๑ อันก็ได้ หรือว่าไปดูหนัง ๑ ครั้ง ก็ต้องเลือกเอา ไป ๒ อย่างไม่ได้ ก็ซื้อได้ทีละแผ่น


...พอมาถึงเมืองไทย ฉันบอกว่าอยากได้แผ่นเสียง แผ่นเสียงก็มาถึงเป็นตั้ง (ทรงพระสรวล) แล้วฉันจะต้องไปงาน จะต้องมีเสื้อผ้า ก็มีคนมาวัดตัว แล้วเสื้อผ้าก็มากองโต เปลี่ยนได้ทุกวัน อยู่เมืองนอกมีไม่กี่ชุด


...ก็สนุกกันมาก แต่ในทางวัตถุเท่านั้น แม่ก็ทุกข์หน่อยหนึ่ง เพราะคนเข้ามาหามาก มาอะไรมากมายหลายอย่าง แต่เด็กๆก็สนุกกัน อยู่น้อย อยู่แค่ ๒ เดือน แต่ก็สนุกดี
หลังจากจบโรงเรียนราชินี ใต้ฝ่าพระบาททรงไปศึกษาต่อต่างประเทศเลยหรือเพคะ

“ใช่...พอไปต่างประเทศ ฉันไปอยู่โรงเรียนเล็กๆ ไปด้วยกัน 3 คน โรงเรียนก็มี 3 ชั้น ก็อยู่ชั้นละคนพอดี


..อันนี้ฉันเพิ่งทราบว่าเรียนตอนแรกภาษาก็แย่อีกละ ไปโดนภาษาฝรั่งเศสเคยเรียนก่อนที่เมืองไทย เพราะแม่บอกว่าจะไปสวิสต้องเรียนภาษาฝรั่งเศส แม่ก็ไปฟังเขาสอนที่จุฬาฯ ที่สอนผู้ใหญ่แล้ว แม่ก็จูงฉันไปฟังด้วย
...ฉันอายุ 9 ขวบ ก็ไม่รู้เรื่อง ท่านเลยไปพูดกับอาจารย์ชาวฝรั่งเศสนั่นว่า มาสอนฉันที่บ้านได้ไหม เขาก็อุตส่าห์มา มาสอนคำว่า บ้าน โต๊ะ ต่างๆ



...แต่ฉันนี่ด้วยความซน ก็เอาสีน้ำมาเขียนหน้าครูแทน ครูผู้ชายนะแกก็ใจดี๊ใจดียอมให้เขียน(ทรงพระสรวล)เขียนให้เป็นอินเดียน เลอะเทอะเชียว”

พระบาททรงมีอัจฉริยะภาพทางการประพันธ์ แต่เหตุใดจึงทรงเลือกเรียนวิทยาศาสตร์และเคมีดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้เลยนะเพคะ
เพราะว่าฉันชอบการสอนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ สอนหมด แต่คนนี้สอนไม่ค่อยได้ (ทรงหันมาทางท่านผู้หญิงทัศนาวลัย พร้อมแย้มพระโอษฐ์) จำได้หรือเปล่า ร้องห่มร้องไห้กัน แต่ทีหลังเขาก็เก่ง คำนวณก็ใช้ได้



...แต่ตอนนั้นมีโจทย์มา ถามว่านี่ทำยังไง บอกว่าบวก ไม่ใช่ลบ เอ้อคูณ แล้วจะไม่โมโหยังไง ตอบอย่างนี้ (ทรงพระสรวล) ไม่คิดเลย”


ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย หัวเราะเบาๆ

“เมื่อกี้สัมภาษณ์ถูกถามเหมือนกันว่าแม่เคยสอนไหม บอกว่าแม่ลูกสอนกันไม่ค่อยได้หรอก”

สมเด็จพระพี่นางฯรับสั่งถึงท่านหญิงฯอย่างเอ็นดูว่า

“ทีหลังได้นะ พอลูกไปโลซานน์แล้วต้องใช้รีซันนิ่ง ตอนนั้นเก่ง โลจิกดีแต่ตอนเล็กๆไม่รู้จักโลจิกเลย เดาหมด ตั้ง 4 อย่างเอาหมดเลย (ทรงพระสรวล)”

“ลูกคิดว่าก็ต้องถูกซักอัน”

ท่านผู้หญิงฯตอบกลั้วเสียงหัวเราะ

คำตอบนี้ทำให้สมเด็จพระพี่นางฯ ทรงขบขันมากกว่าถือเป็นคำตอบจริงจัง

“เลยยิ่งโมโห เพราะถูกอันสุดท้ายเลย (ทรงพระสรวล) แต่สอนคนอื่นได้ชอบสอนหนังสือเด็กๆมาก เลยคิดว่ายังไงๆฉันต้องเป็นครูแน่”
ได้ยินว่านักศึกษากลัวสมเด็จอาจารย์พระองค์นี้กันมากเพคะ

“ที่ธรรมศาสตร์นี่ต่างจากจุฬาฯ ที่ธรรมศาสตร์เวลาขึ้นลิฟท์ นักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ยังขึ้นลิฟท์ไม่เป็นเลย (แย้มพระโอษฐ์ พระสุรเสียงไม่ได้จริงจังนัก) เราจะออก เขาดันเข้า ไม่ให้ออก”


ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยซึ่งเป็นศิษย์เก่าจุฬาฯแย้งว่า

“ไม่ต้องที่ธรรมศาสตร์หรอกแม่ ที่จุฬาฯก็เป็น”

“แต่ธรรมศาสตร์ยังมีอะไรอีกอย่างหนึ่ง ฉันเดินบนเฉลียงชั้น 3 ห้องที่ฉันต้องเดินไปสอน ทางเดินจะแน่นเสมอเวลานักศึกษาออกจากห้อง

ฉันก็เดินไป โดยมากมีอาจารย์เดินตามฉันไปคนหนึ่ง ไปส่ง แต่ช่วยอะไรไม่ได้หรอก นักศึกษาก็ชน หน้าก็แก่ ไม่ใช่เป็นนักศึกษา ทำไมถึงต้องมาชนอาจารย์ (ทรงพระสรวล) แต่ถ้าเป็นลิฟท์ ฉันจะบอกเธอคอยก่อน แล้วดันเขาออกเหมือนกัน แต่เดินนี่ช่วยไม่ได้เขามาชน



...เวลาฉันไปสอน มีตำรวจเป็นคนขับให้ ไปถึงเขาไม่ขึ้นไป บางทีเขาก็หายไปเลย... มีอาจารย์คอยอยู่คนหนึ่ง เวลาจะไปห้องสอน อาจารย์บางทีก็เดินไปด้วยคุยไปด้วย บางทีก็ไม่ทันฉันไปก่อน คือไม่ต้องการให้รู้ว่าเป็นใคร แต่ต้องการให้รู้ว่านักศึกษาควรจะไม่ไปชนอาจารย์...


แม้สมเด็จพี่นางเธอฯจะทรงมีตัวอย่าง ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยก็ยังคงยืนยันความเห็นเดิมว่า

“แต่เดี๋ยวนี้ที่ไหนก็เป็น”


สมเด็จพระพี่นางเธอฯรับสั่งถามอย่างไม่แน่พระทัย

“เหรอ เมื่อก่อนที่จุฬาฯนี่ตัวลีบกันเลย”


ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยพยักหน้าย้ำว่า

“เดี๋ยวนี้ไม่เลย เป็นอาจารย์ทั่วไปนี่ชนเลย”

สมเด็จพระพี่นางฯจึงทรงพระสรวลรับฟัง
ตอนทรงพระครรภ์ ใต้ฝ่าพระบาททรงนึกไว้บ้างหรือไม่เพคะว่าเป็นลูกผู้หญิงหรือผู้ชาย

“ไม่ได้นึกอะไร อะไรก็ได้”



ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยเย้าสมเด็จแม่ว่า

“ก็ออกมาเป็นผู้หญิง”

สมเด็จพระพี่นางเธอฯทรงพยักพระพักตร์

“ใช่ ตอนนั้นหาชื่อไว้สำหรับทั้งสอง ผู้ชายชื่ออะไรไม่รู้ น่ากลัว”



ใต้ฝ่าพระบาททรงเลี้ยงพระธิดาอย่างไรเพคะ ลำบากมากหรือไม่

“เขาเกิดปี ๒๔๘๘ เวลานั้นจนมากนะ คือเวลานั้นสงคราม คนนี้เลยไม่ค่อยได้กินของดีนัก แต่ทำไมเขาออกมาสูงอย่างนี้ไม่ทราบ สูงมากๆ ฉันเลี้ยงเอง

…แล้วตอนนั้นฉันได้เงินน้อยมาก พอแต่งงานแล้วมีลูกแล้ว ยังไม่ได้ทำอะไร แม่เป็นคนให้เงิน

...คือตอนนั้นฉันยังเรียนไม่ได้ปริญญา ฉันมาแต่งงาน แล้วบอกว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่มีคนบอกให้เรียนเถอะนะ ตอนหลังเลยมาเรียนต่อจนจบ

...แต่ตอนนั้นแม่ให้เหมือนเป็นเงินเดือน เทียบสมัยนี้ 1.200 บาท จะทำอะไรได้ ต้องเช่าบ้าน กินข้าว เลี้ยงลูก กินอยู่กัน 3 คน ทุกอย่างจนขนาดที่ว่าเวลาฉันผ่านซื้อกับข้าว คือพอไปเรียนกลับมา ก็ต้องซื้อของกิน ก็ต้องเลือกเอา จะกินขนมดี หรือจะกินเนื้อ ต้องเลือกเอา เอา 2 อย่างไม่ได้ ต้องประหยัด ทรงเคยทำอะไรให้ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยรับประทานบ้างเพคะ


“ก็เปิดกระป๋องเป็นแป้ง เอาน้ำเจือ ธรรมดาเขาชอบรับประทานตับนะ

...ตอนนั้นก็ทานนม แต่เลี้ยงไม่ดี เพราะตอนนั้นให้กินนมข้นมากเกินไป ได้กินนมแม่อยู่ 3 เดือน เพราะฉันไม่มีให้ เลยเป็นนมข้น หมอเป็นคนบอกว่าให้ได้ แต่ควรให้ตอนต้น แล้วหยุด แต่เราให้นานไปหน่อย เพราะมันง่ายดี (แย้มพระโอษฐ์)



ต่อมาเมื่อท่านผู้หญิงทัศนาวลัยก็มีลูก (คุณจิทัศ ศรสงคราม) ใต้ฝ่าพระบาททรงใกล้ชิดสนิทสนมกับพระนัดดาเหมือนพระธิดาหรือไม่เพคะ

“พูดถึงนัดดาเมื่อเล ล็กนี่ เขาไม่ชอบให้คนไม่คุ้นอุ้ม แล้วแม่เขาก็หวงด้วย ลำบากมากตอนเล็กๆ ถึงเดี๋ยวนี้เขาก็เรียบร้อยดี


ได้ข่าวว่าคุณจิทัศไว้ผมยาวด้วย ใต้ฝ่าพระบาทไม่ว่าหรือเพคะ

“ไม่ว่า ทำไมหละ ถ้าสะอาดดี อะไรดีก็ไม่เป็นไร ถ้ารุงรังสกปรกเหม็นก็ไม่ดี (ทรงพระสรวล) แต่หลานฉันผมแข็งหน่อย ชี้หน่อยๆ ยังไม่ยาวเต็มที่”

“แต่มาครั้งหลังนี้ไม่ชี้แล้วค่ะ”

ท่านผู้หญิงทูล

สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ แย้มพระโอษฐ์รับด้วยความพอพระทัย
ขณะที่ทรงเฝ้าดูแลสมเด็จพระศรีฯใต้ฝ่าพระบาทใช้เวลาช่วงใดทรงงานเพคะ

“อยากให้เห็นห้องที่ฉันอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันมีเตียง 2 เตียง อีกเตียงใครมานอนไม่ได้หรอก แฟ้มเต็ม (ทรงพระสรวล) แน่นไปหมด แล้วมีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เครื่องพิมพ์ดีด ที่คล้ายๆคอมพิวเตอร์อีก เครื่องหนึ่ง เครื่องถ่ายเอกสารก็ต้องเอาไป ถ้าอย่างนั้นไม่ทัน”


ใต้ฝ่าพระบาทมีพระกรณียกิจมากมาย ทรงแบ่งเวลาทรงงานอย่างไรเพคะ
“ไม่ได้แบ่งอะไร แบ่งไม่ได้”

 

ประทับใจในการเลี้ยงลูกของท่าน ชื่นชมในท่านผู้หญิงทัศนาวลัย และ การวางตัวเรียบง่ายของท่านมาก ฉันเคยแวะไปตลาดบองมาเช่ช่วงเวลาไว้ทุกข์สมเด็จพระพี่นาง วันนั้นไม่ได้ใส่ชุดดำเพราะจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันต่อ เลยไม่กล้าลงไปซื้อของ เกรงใจท่าน ไม่ใช่กลัวนะ คนที่เราศรัทธาเราจะเกรงใจ ไม่อยากทำผิดต่อท่าน 


พระธิดาสมเด็จพระพี่นาง ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ภารกิจปลงพระศพ




 
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 1/2551 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

มีท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาพระองค์เดียวในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ

ทำหน้าที่จัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ถูกต้องตามราชประเพณี และสมพระเกียรติ



ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และพ.อ.อร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

เกิดวันเสาร์ที่ 11 พ.ย.2488 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งพระมารดาทรงเลี้ยงดูพระธิดาด้วยพระองค์เอง โดยให้ความรักและดูแลเอาพระทัยใส่อย่างใกล้ชิด

อายุ 6 ขวบ ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เดินทางกลับประเทศไทยโดยทางเรือ

ศึกษาต่อที่โรงเรียนมาแตร์เดอี โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เดินทางไปศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ และได้พบกับนายสินธู ศรสงคราม ซึ่งรับราชการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเบิร์น

รับพระราชทานสมรสกับนายสินธู เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2516 มีบุตรชาย 1 คน คือ ร้อยโทจิทัศ ศรสงคราม

ปัจจุบันนายสินธู อดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศ เกษียณอายุราชการ

ดำเนินกิจการตลาดบองมาร์เช่ ประชาชื่น



ท่านผู้หญิงเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนี้ จตุตถจุลจอมเกล้าปี 2518 ตติยจุลจอมเกล้าปี 2520 ทุติยจุลจอมเกล้าปี 2526

และชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ หรือชั้นท่านผู้หญิง เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2529

เป็นพระราชนัดดาที่ใกล้ชิดกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มากที่สุด วันที่ 4 ธ.ค.2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ถึงวันที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สวรรคต ความตอนหนึ่งว่า

"เมื่อสวรรคตก็ดีใจอยู่อย่างที่ลูกของท่านทั้งสองคนอยู่ด้วย จับพระหัตถ์อยู่ และหลานที่ท่านรักที่สุดเพราะท่านเลี้ยงมาก็จับพระหัตถ์ทั้งสามคน"

มีโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้จัดสร้างขึ้น ชื่อโรงเรียนทัศนาวลัย

ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขุดเรือใบฝีพระหัตถ์จำนวนมาก ทรงสร้างได้แนบเนียนน่าพิศวง ตามรูปร่างอย่างแบบเรือใบแข่งเพรียวลม ด้วยการย่อส่วน**อย่างถูกต้องตามหลักวิชา

เรือใบฝีพระหัตถ์เหล่านี้มีอยู่ลำหนึ่งซึ่งโปรดกว่าลำอื่น พระราชทานชื่อว่า "ทัศนาวลัย"

และพระราชทานเป็นพระปรมาภิไธย "ภ.อ." ติดที่เรือด้วย



เคยเป็นประธานจัดงานนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา และเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการฉลองปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นผู้จัดทำหนังสือ "แสงหนึ่งคือรุ้งงาม" รวบรวมเรื่องราวส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เพื่อเป็นบันทึกพระเกียรติ โดยระบุวัตถุประสงค์ในคำนำตอนหนึ่งว่า

"เนื่องในวาระครบ 7 รอบของแม่ เป็นโอกาสอันสำคัญที่ลูกจะทำอะไรสักอย่าง ที่มีความหมายและเป็นประโยชน์

"มิใช่ทำอะไรแบบน้ำพริกละลายแม่น้ำ จึงได้ปรึกษากับหลายท่านสรุปแล้วว่าจะทำนิทรรศการ

"โดยมุ่งหวังว่าจะทำอย่างไรให้สื่อความหมายให้ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุชนรุ่นหลังได้ทราบว่าแม่เป็นคนอย่างไร ที่แท้จริงทำอะไรมาบ้าง ตั้งแต่เยาว์วัยจนครบ 84 พรรษา

"จึงคิดได้ว่าจะทำนิทรรศการให้คนรู้จักแม่ จากภาพที่ลูกเองมีอยู่ ซึ่งเป็นภาพที่หายากไม่มีใครมี

"ตัวลูกเองคิดหนักมากเพราะไม่สันทัดในเรื่องแบบนี้ แต่ก็ตัดสินใจที่จะทำ โดยได้นำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพฯ ขอคำปรึกษา ซึ่งทรงเห็นด้วยและร่วมเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์

"สมเด็จพระเทพฯ ทรงรับสั่งว่าเหมือนประเพณีโบราณที่ลูกหลานทำให้ญาติผู้ใหญ่ และทรงค้นหาหลักฐาน ข้อมูลที่หายากมาพระราชทานด้วย

"ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือปริญญาบัตรที่แม่จบวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ เป็นต้น"

สุดท้ายก็คือ

"ลูกหวังว่าหนังสือแสงหนึ่งคือรุ้งงาม จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้อ่าน และหากคิดสักนิดก็จะเห็นว่าใครก็ตามไม่ว่ายากดีมีจน

"ก็สามารถทำประโยชน์ให้คนอื่นได้เสมอ ไม่มากก็น้อย"

 

 

ประทับใจที่พระองค์ทรง รัก สัตว์ คนที่รักสัตว์ มักเป็นคนเมตตาสูง

 

สัตว์เลี้ยงวังเลอดิสพระเมตตาแผ่กำจายสู่ปวงสรรพสัตว์
4 มกราคม 2551 01:55 น.

"พระองค์พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงิน 1 ล้านบาท เมื่อปี 2546 ประเดิม "กองทุนสิบสาม" สำหรับช่วยเหลือสุนัขจรจัดและอนาถา เเละพระราชทานเพิ่มขึ้นทุกปีจนปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 6 ล้านบาท ปีที่แล้วช่วยสุนัขไป 74 ตัว มีทั้งขาหัก กระดูกแตก และมีพระดำริให้จัดทำเสื้อยืด ทำปฏิทินสุนัขทรงเลี้ยงนำเงินเข้ากองทุนช่วยเหลือสุนัขจรจัด"



พระเมตตาต่อสัตว์เลี้ยงของราชสกุล"มหิดล" นั้น แสดงออกโดยพระบรมวงศานุวงศ์แต่ละพระองค์ล้วนทรงมีสุนัขทรงเลี้ยงไว้ประจำทุกพระตำหนัก โดยเป็นที่ประจักษ์แก่ใจชาวไทยมาช้านานเมื่อมีการพระราชทานภาพสุนัขทรงเลี้ยงผ่านหนังสือ เช่น พระราชนิพนธ์ "คุณทองแดง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไดอารี่-ปฏิทิน รูปสัตว์เลี้ยงวังสระปทุมของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นประจำในช่วงวันปีใหม่ พวกเราชาวไทยพลอยได้รับอานิสงส์ชื่นชมความน่ารักของแต่ละสุนัขกันสม่ำเสมอ  


ส่วนสุนัขทรงเลี้ยง "พระตำหนักเลอดิส" เราคุ้นตาคุ้นใจกันดีกับสุนัขเพศเมียพันธุ์บอร์เดอร์เทอร์เรียชื่อว่า "คุณสิบสาม" สุนัขโปรดของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงจูงไปแทบทุกที่ไม่ว่าเวลาเสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจตามถิ่นทุรกันดารหรือเสด็จไปต่างประเทศ


รศ.ส.พญ.ดร.ชลลดาบูรณกาล รองคณบดีปฏิบัติหน้าที่ ผอ.โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ถวายการรับใช้ด้านงานดูแลสุนัขทรงเลี้ยงวังเลอดิส กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ว่า พระตำหนักในซอยสุขุมวิท 43 แห่งนี้ มีสุนัขทั้งหมด 27 ตัว สำหรับ "สิบสาม" ที่ชื่อนี้ก็เพราะเกิดในวันที่ 13 ธันวาคม 2530 มีพี่น้องตกครอกเดียวกัน 4 สุนัข ซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงตั้งชื่อให้ตามวันเกิดว่า "อาทิตย์" "สิบสาม" "ธันวา" "สามสิบ" เวลาที่พระองค์ทรงร้องเรียก ตัวที่เดินเข้ามาหาตัวเเรกก็คือ "สิบสาม" จึงทรงเลือกไว้เป็นสุนัขทรงเลี้ยงตัวโปรดในเวลาต่อมาสิบสามอายุยืนยาวถึง 15 ปี และตายไปเมื่อปี 2546ภาพข่าวในพระราชสำนักช่วง4-5 ปีที่ผ่านมา คนไทยคงจดจำได้ว่าไม่ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เสด็จไปไหน สิบสามก็จะติดตามไปทุกที่ก่อนที่สิบสามจะตายก็มีการจัดงานวันเกิดให้ทุกวันที่ 13 ธันวาคมทุกปี แม้ตอนนี้สิบสามตายไปแล้วแต่งานก็ยังมีอยู่ ชื่อว่างาน"ระลึกถึงคุณสิบสาม" เพื่อพระราชทานเลี้ยงแก่คณะสัตวแพทย์ที่ถวายการรับใช้ด้วยพระองค์ท่านทรงรักและผูกพันกับสุนัขมาก พอตัวนี้ตายไปก็ทรงพระเมตตาเลี้ยงตัวอื่นๆ อีก ตัวโปรดพันธุ์ชิสุ เช่น เท็น อีเลฟเว่น ดาว  

"พระองค์ท่านทรงรักทุกตัวไม่เคยทิ้งตัวไหนเลย เมื่อตอนที่สิบสามตาย พระองค์ท่านทรงดูแลจนถึงวินาทีสุดท้ายเรียกว่าหมดลมในอ้อมพระกรเพราะตัวไหนก็สู้สิบสามไม่ได้ ตลอดเวลาที่ทรงงานเขาทำหน้าที่อารักขาเดินตามพระองค์ท่านตลอด แล้วไม่ให้ใครเข้าใกล้เลย สมัยยังเป็นสุนัขสาวๆ นี่กัดเลยนะคะ แต่พอแก่ 15 ขวบไม่มีแรงกัดใครแล้ว แต่จะแสดงออกด้วยถ้าใครเข้ามาเฝ้า ใกล้ๆ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ สิบสามก็จะเพ่งมองแล้วแสดงอาการไม่ชอบใจด้วยการหันก้นให้เลย" รศ.ส.พญ.ดร.ชลลดา เล่าด้วยเสียงหัวเราะ  

ไม่เพียงแต่สุนัขทรงเลี้ยงเท่านั้นที่ได้รับพระเมตตารศ.ส.พญ.ดร.ชลลดา เล่าว่า เมื่อตอนที่สิบสามป่วยและมารักษาตัวที่อยู่ที่คณะสัตวแพทย์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเห็นสัตว์ป่วยมากมายจึงมีพระดำรัสถามว่าจะช่วยเหลือสุนัขอื่นได้อย่างไรบ้างทั้งที่เป็นสุนัขของชาวบ้านและจรจัด จึงมีพระดำริสร้างตึกใหม่เพื่อเป็นตึกฉุกเฉินรักษาสัตว์ป่วยหนัก  

"พระองค์พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงิน 1 ล้านบาท เมื่อปี 2546 ประเดิม "กองทุนสิบสาม" สำหรับช่วยเหลือสุนัขจรจัดและอนาถา เเละพระราชทานเพิ่มขึ้นทุกปีจนปัจจุบันเพิ่มขึ้นกว่า 6 ล้านบาท ปีที่แล้วช่วยสุนัขไป 74 ตัว มีทั้งขาหัก กระดูกแตก และเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีพระดำริให้จัดทำเสื้อยืด ทำปฏิทินสุนัขทรงเลี้ยง ได้เงินเข้ากองทุนช่วยเหลือสุนัขจรจัด ล่าสุด คุณเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี บริจาคเพิ่ม 13 ล้านบาท เพื่อสร้างตึกฉุกเฉิน 24 ชม. โดยพระองค์ท่านพระราชทานเครื่องตรวจหัวใจไฟฟ้า เครื่องฟอกไต สัตว์อนาถา จึงมีอุปกรณ์การแพทย์ทันสมัยช่วยชีวิต"  สัตวแพทย์คนเก่งเล่า


ความผูกพันระหว่างมนุษย์และสัตว์เลี้ยงนั้นไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้รศ.ส.พญ.ดร.ชลลดา บอกว่า "ตอนที่ประทับรักษาพระองค์อยู่ที่ศิริราช สุนัขหลายตัวที่พอไม่ได้เห็นพระองค์ท่าน ก็เครียด ไม่ยอมกินอาหาร บางตัวถึงกับอาเจียน สุนัขทุกตัวจึงรักและติดพระองค์ท่านมาก เพราะพระองค์ท่านทรงเลี้ยงเองไม่ได้ให้คนอื่นเลี้ยง หมอต้องบอกว่ามีทางเดียวที่สุนัขจะหายป่วยคือต้องพาไปศิริราช และรับสั่งให้นำสุนัขสลับไปเฝ้า เมื่อทุกตัวได้เห็นพระองค์ท่านก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย แล้วพระองค์ก็มีกำลังพระทัยขึ้นมาด้วย" เป็นคำบอกเล่าที่บอกได้ถึงพระกรุณาอันแผ่ไพศาลและไม่เพียงมนุษย์เท่านั้นแม้แต่สรรพสัตว์ก็เป็นสุขในร่มพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ  แห่งสยามพระองค์นี้

....หนึ่งในข่าวของหนังสือพิมพ์คมชัดลึก...
ขอบร่วมน้อมส่งสมเด็จพระพี่นางสูสวรรคาลัยด้วยใจอาดูรด้วยเกล้าด้วยกระหม่อขอเดชะ....


และทรงมีอารมณ์ขัน

 

บางส่วนจากบทความ "พระอารมณ์ขัน "พระพี่นาง" ในความทรงจำ วิษณุ เครืองาม" หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หน้า ๒๑

"....
อาจารย์วิษณุเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเคยเล่าให้ฟังว่า เสด็จไปต่างจังหวัด มีป้าคนหนึ่งวิ่งเข้ามากอดพระบาท และถามว่า "สมเด็จพี่ หายไปนาน ไม่ได้มาเยี่ยมเลย"

ท่านก็ตกใจเกิดมาไม่มีใครเรียกว่าพี่มาก่อน ท่านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร กลัวเขาจะอาย จะเขิน เขาก็คงเห็นว่าเป็นเหมือนพระพี่นางเธอหรือเรียกสั้นๆ ว่า สมเด็จพี่ ทรงถามกลับไปว่า "แล้วน้องสบายดีหรือ" เสียงหัวเราะ ดังลั่นห้องบรรยาย

อีกครั้งหนึ่ง ท่านเสด็จไปจังหวัดจังหวัดหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดถวายรายงานปากเปล่า ยืนปากสั่นมือสั่นกราบทูลว่า "เสด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าสุพรรณกัลยาณิวัฒนา" ท่านก็ทรงพระสรวล แต่ไม่ตรัสอะไร พอเสด็จออกมาจากศาลา ก็หันกลับไปรับสังกับผู้ว่าฯ ให้ได้ยินอยู่คนเดียวว่า "องค์นั้นตายที่พม่านานแล้ว"

อาจารย์วิษณุเล่าต่อว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนเขียนจดหมายถึงพระองค์ท่าน เล่าถึงความทุกข์ความสุข เพื่อขอทุนการศึกษา โดยจ่าหน้าซองว่า "ทูลสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงชุมพร" พระองค์รับสั่งว่า "เดี๋ยวเราจะส่งต่อไปให้กรมหลวงชุมพร"

อาจารย์วิษณุเล่าว่า พระจริยวัตรอัธยาศัยอันโดดเด่นประการแรก คือ พระองค์มีพระนิสัยความเป็นครูอาจารย์ ซึ่งท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากทั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งต่างจังหวัด

"มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยไปถวายงาน เมื่อท่านรู้ว่าผมสนใจเรื่องอะไร ท่านจะทรงแนะนำและเล่าหลายเรื่อง เช่น ท่านทรงเคยเล่าให้ฟังว่าเจ้าฟ้านั้นมีหลายประเภท มีทั้งเจ้าฟ้าชั้นเอก เจ้าฟ้าชั้นโท ท่านรับสั่งว่าพ่อฉันเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก ส่วนฉันถึงแม้จะเป็นเจ้าฟ้าก็ไม่ใช่ชั้นเอก เจ้าฟ้าชั้นเอกนั้นจะต้องเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดิน พ่อก็เป็นเจ้า แม่ก็เป็นเจ้า เวลาเจอเจ้าฟ้าก็จะต้องตั้งสติให้ดีว่า เป็นเจ้าฟ้าชั้นไหน และทรงสอนวิธีว่าดูอย่างไร ซึ่งไม่ใช่ดูโหงวเฮ้งแต่หมายถึงต้องดูถึงพระประวัติความเป็นมา"

อาจารย์วิษณุเล่าว่า ในช่วงที่เรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมเด็จพระพี่นางเธอฯ ทรงสนพระทัยในรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย หรือแม้กระทั่งจำนวนหนังสือในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยมีมากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาประเมินคุณภาพของการจัดการการศึกษาไทย

"เมื่อทรงทราบว่าผมเรียนกฎหมายท่านก็จะชวนคุยเรื่องกฎหมาย ซึ่งผมประทับใจมากเพราะว่าผมไม่นึกว่าท่านจะสนพระทัยในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และลงลึกตามที่ควรจะลง เมื่อท่านทราบว่าผมจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พระองค์ทรงถามผมว่ากฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาฯ อันไหนดีกว่ากัน ทำไมถึงคิดอย่างนั้น ทำไมถึงตอบอย่างนั้น นี่คือ พระนิสัยของความเป็นครูเป็นอาจารย์"

พระจริยวัตรอันโดดเด่นประการต่อมา คือ พระองค์มีพระนิสัยที่จะเรียนรู้

อาจารย์วิษณุบอกว่า เวลาทูลถามเรื่องอะไรสักอย่าง จะทรงลุกขึ้นไปหยิบหนังสือมา ๒ เล่มแล้วยื่นให้หนึ่งเล่ม

"มีหนังสือที่ได้รับพระราชทานมาจากท่านซึ่งผมเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ เรื่องการแก้ไขการปกครองแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องการเมืองการปกครอง ในเรื่องเกี่ยวกับมีเจ้านายล่าลายเซ็นทำจดหมายถึงรัชกาลที่ ๕ ว่าประเทศควรจะมีรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นจะไม่เจริญรุ่งเรือง วันเวลาผ่านไปสิบกว่าปี พระองค์ก็ยังเก็บรักษาหนังสือไว้เหมือนเดิม เมื่อทรงรู้ว่าผมสนใจเรื่องนี้ก็ทรงหยิบมาพระราชทาน"

นอกจากนี้เวลาเสด็จไปทัศนศึกษาที่ไหน เคยได้ยินมาว่าไก๊ด์ หรือมัคคุเทศก์ที่นำท่านไปทอดพระเนตรตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ โบราณสถาน ปราสาท วัด คนที่เป็นไก๊ด์เหงื่อแตกมาแล้วกับการที่ท่านทรงถาม

เช่น ท่านตรัสถามว่าอายุปราสาท อายุพระปรางค์หลังนี้กับหลังโน้นต่างกันอย่างไร ดูจากตรงไหน ซึ่งรายละเอียดบางอย่างมัคคุเทศก์มักจะเล่าข้ามๆ ผ่านไป เพราะเจอมามากที่ผู้ใหญ่ไม่ลงรายละเอียด แต่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงลงรายละเอียดซักถามในเรื่องต่างๆ และใครอย่าไปทำอะไรที่เรียกว่า "เว่อร์" เกิน รวมทั้งอย่าไปทำอะไรที่เรียกว่า "ขาด"


"หลายคนชอบไปพูดภายหลังว่าท่านดุ เพราะถ้าใครเว่อร์หรือขาด ท่านก็จะทรงติติงทันทีซึ่งท่านก็ติงถูกของท่านทุกครั้ง เช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับเจ้านายพระองค์หนึ่ง ทรงพระอัจฉริยะในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เมื่อส่งไปให้ท่านทรงแก้ ทรงโทรศัพท์กลับมาทันที และบอกว่า อัจฉริยะนั้นใช้กับบางคนและบางเรื่อง ถ้าไม่ถึงขั้นนั้นเอาแค่พระปรีชาสามารถก็พอแล้ว ท่านก็ทรงติงไปว่าคนไทยชอบยกย่องจนเว่อร์ไป หนักๆ เข้าคำว่า อัจฉริยะเลยเป็นคำธรรมดาไป ความจริงแล้วสงวนใช้ในบางที่และบางคนเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครก็จะอัจฉริยะได้"

หรือแม้แต่ครั้งที่ท่านเสด็จไปวัดสระเกศ ทางเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรนำพระองค์ทอดพระเนตรจิตรกรรมฝาผนังซึ่งสวยงามและชัดเจน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรกราบทูลพระองค์ว่า ศิลปินจิตรกรสมัยก่อนวาดดี สีเข้มคมชัด ๒๐๐กว่าปีก็ยังอยู่ได้ทน พระองค์ตรัสว่า ไม่ใช่หรอก เพราะที่ไหนๆ ก็ใช้สีเดียวกัน แต่ที่อื่นจางหมดแล้ว ไม่ได้เป็นเพราะจิตรกร แต่เป็นเพราะการดูแลรักษา วัดนี้เขาดูแลรักษาดี ควรจะให้เครดิตวัดเขาต่างหาก ไม่ใช่เครดิตคนที่วาด พู่กันก็อันเดียวกัน สีก็อันเดียวกัน รูปก็รูปเดียวกัน ที่อื่นมองไม่เห็น แต่ที่นี่มองเห็นชัดเจน แสดงว่าวัดเขาดูแลดี"

 

"ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของพระองค์ท่าน คือ ความตรงต่อเวลา ท่านเสด็จไปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายครั้ง ความที่ทรงไม่มีรถนำขบวน บางทีท่านก็เสด็จไปถึงก่อน แต่ทรงจอดรถรออยู่ใต้ต้นจามจุรีร่วม ๑๐ นาที พอถึงเวลาจึงเลื่อนรถพระที่นั่งจอดเทียบ

หรือคราวหนึ่งเสด็จไปบันทึกเทปรายการโทรทัศน์ที่ช่อง ๕ ผมเป็นพิธีกร นัดหมายว่าเสด็จถึงตอนสิบโมง พอตอนเช้าผู้ใหญ่ก็บอกว่าไม่ต้องรีบหรอก เจ้านายกว่าจะมาถึงอาจจะช้าหน่อย ปรากฏว่าสิบโมงขบวนรถยนต์พระที่นั่งเทียบหน้าช่อง ๕ แล้ว ไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียวรวมทั้งผมด้วย ท่านก็ทรงพระดำเนินเข้าไปในห้อง แล้วประทับนั่งรออยู่เพียงพระองค์เดียว สักพักต่างคนก็ต่างเลิกลั่กหน้าตื่น พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารบกวิ่งมาก่อนคนแรก แล้วก็เป็นที่รู้กันว่าเรื่องทรงตรงต่อเวลาเป็นเรื่องใหญ่มาก"

แล้วยังเรื่องที่ครั้งหนึ่งนายพระนาย สุวรรณรัฐ ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี วันหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่า วันที่ ๙ มิถุนายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ ปกติจะต้องทำบุญใหญ่โตที่วัดสุทัศน์ แต่ปรากฏว่าปีนั้นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โปรดให้นำเครื่องสังฆทานมาพระราชทานผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีให้หาวัดเล็กๆ ในชนบทที่ไหนก็ได้ไปบำเพ็ญพระราชกุศลแทนพระองค์เพื่ออุทิศถวายให้รัชกาลที่ ๘ พระนายก็ตกใจว่าทำไมไม่เลือกวัดหลวงที่มีราชาคณะชั้นสมเด็จอยู่ ทำไมต้องเลือกวัดเล็กบ้านนอก

"พระองค์ท่านรับสั่งว่าทำแต่วัดเล็กๆ บุญยิ่งถึงแรง ไปทำบุญวัดบ้านนอกที่จนๆ นั้นได้บุญหลายเท่า"

ทั้งหมดเป็นความประทับใจและอยู่ในความทรงจำของ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอย่างไม่ลืมเลือน.....

ที่ประทับอีกเรื่องคือ ท่านได้กล่าวถึง พระนาม กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ได้ประทานมาว่า ที่ได้ยศกรมหมื่น ไม่สูงไปกว่าพ่อ นราธิวาส เป็นจังหวัดที่อยู่ใต้สงขลา และ ราชนครินทร์ มีชื่อของแม่อยู่ด้วย

 

ส่วนราชรถที่เชิญโกฐของพระองค์ท่านนั้น มีคนขับรถที่ถวายงานมากว่า 20 ปี เป็นคนดูแลท่านที่ราชรถด้วย

 

ส่วนเพลงแสงที่มองไม่เห็นนั้น ฉันประทับใจต่อ คำที่ว่า แสงที่เรามองไม่เห็นนั้น ถ้า มองเห็นจริงๆ จะเห็นเป็นสีรุ้งสวยงาม เสมือนพระองค์ท่าน ที่บำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายต่อประเทศชาติ แต่ไม่เคยให้ใครรู้ในวงกว้าง แต่ เมื่อได้รู้แล้ว สิ่งนั้น ช่างสวยงาม และทำให้ตื้นตันใจเป็นล้นพ้น

 

                                                        ส่งนางฟ้าสู่สวรรค์

 

                         

             

 

ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์
ที่แห่งนั้นงามดังฝันคู่ควรเทพธิดา
สู่สวรรค์ สู่ยังวิมานที่ปลายขอบฟ้า
ก้มกราบอำลา ด้วยน้ำตาอาลัย

ท่านลงมาจากบนฟ้าจากสวรรค์
เติมความฝัน ต่อชีวิตผู้คนทั้งใกล้ไกล
สุดเหนื่อยล้า อุทิศชีวา เพื่อคนที่ยากไร้
เป็นภาพในใจ ไม่ลืมทุกอย่างที่ท่านทำ
จากวันนี้ กลับสู่ฟ้าดังเดิม

และคงไม่มีภาพเดิม ที่เคยได้เห็นได้จำ
ไม่มีอีกแล้ว นางฟ้าองค์เดิม ท่องดินและถิ่นน้ำ
แต่ภาพทรงจำ ไม่มีวันเลือนลบหายไป
ถึงเวลาส่งนางฟ้ากลับสวรรค์

ที่แห่งนั้น งามดังฝันและดูสุดแสนไกล
ยามคิดถึง ให้คิดทำดี ร่วมมีร่วมจุดหมาย
นางฟ้าไกลไกล ท่านคงยังอยู่ข้างข้างเรา
นางฟ้าองค์เดิม ท่านคงยังอยู่ข้างข้างเรา



ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic