มุ่งสู่ปากเซ

 

 

ริ่มเดินทางสู่ลาวใต้


การบินไทยบินไปอุบลจากอนเมืองสู่ลาวใต้ เวลาเช้าสุดๆ หกโมงเช้า ทำเอางัวเงียกันไปถึงสนามบินแถมพี่กุ้งจำเวลาผิด มาถึงเกือบไม่ทัน ต้องหอบหิ้วกระเป๋าใหญ่วิ่งไปขึ้นเครื่อง ไม่เห็นว่าเค้าตรวจของแหลวกันที่ไหนเลย

 


อาหารบนเครื่อง ยังคงเป็น เค้กbutterสี่เหลียม กับน้ำส้ม หน้าตาไม่ดีแต่รสชาติใช้ได้

แป๊บเดียวก็ถึง ฉันยังไม่มีรถไปช่องเม๊กเลย จะไป บขส จากอุบลไปปากเซก็เสียเวลาเพราะรถออก 0700 กับ 0900 เราต้องรอแหม่มจากแอร์เอเซียลงเก้าโมงยี่สิบเลยไม่ทันค่ารถคนละ 200 บาท ใครสนใจ เบอร์ บขส อุบล tel 045312773 ที่ช่องเม๊ก 045485707 แต่จากที่โทรไป ยังไม่เจอใครรับสายเลย

ตารางรถ

ตารางเวลาเดินรถ อุบลราชธานี-ปากเซ
เที่ยวที่    เวลาออก   จาก   ถึง   ราคา   รถโดยสารฝ่าย
1   07.00   อุบลราชธานี   ปากเซ   200 บาท   บขส.
1   07.00   ปากเซ   อุบลราชธานี   200 บาท   บขดจ.
2   09.30   อุบลราชธานี   ปากเซ   200 บาท   บขส.
2   08.30   ปากเซ   อุบลราชธานี   200 บาท   บขดจ.
3   15.30   ปากเซ   อุบลราชธานี   200 บาท   บขส.
3   14.30   อุบลราชธานี   ปากเซ   200 บาท   บขดจ.
4   16.30   ปากเซ   อุบลราชธานี   200 บาท   บขส.
4   15.30   อุบลราชธานี   ปากเซ   200 บาท   บขดจ.

 

บขดจ เป็นของลาวนะ

 

ออกมาติดต่อ รถเช่า ที่ counter บริษัท ช วัฒนา ที่ตอนแรกเราโทรไปติดต่อ เช่ารถจากอุบลไปลาวกับที่นี่ แต่ตอนที่โทรจอง ค่าใช้จ่ายจุกจิกเยอะ เช่นต้องเสียค่าเอารถตู้ไทยเข้าลาวเป็นพัน ค่าไกด์ลาว อีกห้าร้อย แต่มีไม่มีไกด์ลาวก็ต้องจ่าย ค่ารถที่เวปอุบลบอกราคาหนึ่ง ที่นี่ก็บอกราคาสูงกว่า จุกจิกมาก

ฉันมันไม่ชอบต่อ ก็เลยงง ก็เลยตั้งใจไปหาเอาดาบหน้า

กลับเข้าเรื่อง ฉันถามราคารถเช่าจาก สนามบินไปช่องเม๊กเที่ยวเดียว เค้าคิด 1000 แต่ฉันมีปัญหาว่า อยากเข้าไปทานอาหารเช้าในเมือง เพื่อที่จะรอเพื่อนจาก air asia เก้าโมง คิดเพิ่มเท่าไหร่ คนแรกบอกพันสอง อีกคน บอก พันสาม ฉันก็เลย ลองมาติดต่อ airport limousine ข้างๆ ปรากฏเป็นรถเก๋ง คิดเท่ากันหนึ่งพัน แถมคนขับยังไม่เรื่องมาก ดีมากๆ ก็เลยตกลง ยอมจ่ายแพงกว่าคนอื่น


เวลาเรามีไม่เยอะเท่าคนอื่นเค้า

 

 


ออกไปทานอาหารเช้า พี่คนขับพาไปที่ร้านสามชัยกาแฟ หน้าศาลจังหวัดอุบล
มาถึงคนเยอะมาก พี่กุ้งทาน ไข่กะทะ คู่กับขนมปังฝรั่งเศส ส่วนฉันทาน ข้าวเปียก หรือ ก๋วยจั๊บญวน ไข่กะทะสู้อุดรไม่ได้ ความประทับใจปานกลาง

 

 

 

 

 

ตอนเช้า อุบลหนาวมาก แต่ เค้าว่า กลางวันร้อนทีเดียวแหล่ะ พี่คนขับแสนดียังขับพาไปร้านขายยาเพราะพี่กุ้งอยากซื้อยาสักเล็กน้อย

กลับมารับแหม่ม แล้วเราก็พุ่งสู่ช่องเม๊ก มีขนมปังฝรั่งเศส กับทาเนยมาให้แหม่มทานเป็นอาหารเช้า อร่อยกันบนรถเลยทีเดียว

วิวสองข้างทางสวยงาม โดยเฉพาะถนนทั้งสาย มีรถเราคันเดียว ก็เราไปวันที่ 5 วันที่เค้ากลับมากันจากเที่ยวกันแล้ว ฉันไม่ชอบเที่ยวตอนเทศกาล วุ่นวาย คนเยอะ

ถนนช่วงวิ่งเลียบไปกับเขื่อนสิรินทรด้านขวา สวยน่าประทับใจมาก รถเราวิ่งเลาะเขื่อนเห็นเวิ้งน้ำสวยงาม มีเรือหาปลาลอยอยู่เป็นระยะๆ เพลินดีจริง

จากอุบลไปช่องเม็ก นั่งรถไปประมาณ หนึ่งชั่วโมง

ก่อนไปถึง ฉันโทรไปตาม คุณสมจิตที่เช่ารถที่ลาว สามวันในราคา 5000 บาท น้ำมันต่างหากคุณสมจิตมาจาก ปากเซซึ่งห่างจากด่านวังเต่า ของลาวสามสิบหน้าที


การที่ฉันได้เช่ารถกับคุณสมจิตนับเป็นโชคชะตา หรือ จนหนทางก็ไม่รู้ ฉันไปตะลุยอ่านการไปเที่ยวลาวใต้ จาก pantip และ trekkingthai ทั้งสองweb พูดเป็นเสียเดียวกันว่า ให้เช่ารถที่ลาว แต่จะเช่ากับใครหล่ะ ฉันไปวันธรรมดาเกิดไม่มีรถทำไง กังวลไปซะร้อยแปด ก็เลยลองโทรไปที่เบอร์ที่มีคุณคนนึง เขียนลงใน pantip เจอคุณสมจิตรับพอดี ก็เลยนัดกันให้มารับ และทิ้งเบอรมือถือให้กัน โดยเป็น สัญญาปากเปล่า ไม่ต้องโอนเงินใดๆทั้งสิ้น ง่ายดายจนฉันหวั่นใจว่า จะมารับเราหรือเปล่าหนอ


พอมาถึงช่องเม๊ก ภรรยาคุณสมจิตมารับ ก็โทรมาว่ารออยู่แล้ว ใช้ได้แฮะ

 

ใคนสนใจก็กดไปเบอร์นี้ได้เลย คุณสมจิต 009856205635850

 

จะว่าไป รถเช่าที่ลาว คนละแบบกับรถตู้ไทยนะ ของเราทรงสูงสิบที่นั่ง
ของลาวเป็นแบบ รถแวนแปดที่นั่งเล็กกว่า นั่งห้าคนก็เต็มแล้ว มากกว่านั้นไม่สบาย ของฉันมีสามคนแสนสบาย เอนหลังได้อย่างเยอะ แต่ตัวเบาะชิดไปนิด
สภาพรถ พอใช้ได้ไม่เก่าไม่ใหม่ แบบฉันกับพี่กุ้ง ไม่ได้ติอะไร ก็น่าจะ ok นะ
เพราะฉันกับพี่กุ้ง เรื่องมาก


ที่ให้เบอร์คุณสมจิตไม่ใช่ไหร่ อยากแบ่งปันข้อมูลให้คนอื่นบ้างเหมือนที่ได้มาจากคุณคนที่ลง pantip


 


ย้อนมาที่ช่องเม๊ก อาครของที่นี่ เท่ดี เป็นตึกเฉกๆ กระจกสีฟ้าๆ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูป เพราะต้องสะพายเป้กับของต่างๆ จริงๆ ก็ไม่ไกลหรอก รถมาส่งตรงตึกนี้เลย เข้าไป ขอใบ immigration กับ ตม ไทย กรอกข้อความ ก็ ตีผ่านออกนอกประเทศได้เลย ทางเดินออกไปด้านหลังตึกเลี้ยวขวา มีทางเดินให้ชิดซ้าย
เข้าลูกกรงไปด่านขาเข้าลาว จะดูว่าฝั่งใครเป็นฝั่งใครง่ายมาก
พื้นทางเดินของไทยลาดยางอย่างดี พอข้ามลูกกรงไปฝั่งลาว เป็นดินแดงอัดแข็งตะปุ่มตะป่ำ ไม่สามารถลากกระเป๋าได้ ที่รู้เพราะพี่กุ้งเอากระเป๋าลากไป ต้องยกตลอด ของฉันกับไอ้แหม่ม แบกเป้ เลยชิวๆ

 

มีป้ายเบ้อเริ่ม ห้ามเอา cd กับ ของป่า พันธ์ไม้เข้าฝั่งไทย เป็นสิ่งที่พี่กุ้งอยากซื้อที่ลาวทั้งสองอย่าง

 

มารู้ทีหลังว่าเค้ารับจ้างขนกระเป๋าไปมา ราคา 30-50 บาท ไปรอของอีกฝั่งของประเทศได้เลย ก็แค่ข้ามรั้วเท่านั้นแหล่ะ ขาไป พี่กุ้งเลยแบกเหนื่อยฟรีไป อย่างว่านะ ก็ไปกันคนละช่องทาง เกิดชิ่งเอากระเป๋าเราไปก็แย่เลยน่ะสิ


เดินฝ่าแดด ร้อนมาก  ข้ามถนนมาอีกตึก เป็นตม ฝั่งลาว ขอใบเขียนใบ imm แล้วก็ยื่น สบตากันนิด ก็คิดเงินค่าเข้า 40 บาท ก็ ok อยู่ จริงๆแล้วแค่ 20 บาท ขี้เกียจมีเรื่อง

ยืนอ่านเห็น ตม ลาว มี ot ถ้า ตีหนังสือเดินทาง หลังห้าโมงเย็น ตม ก็จะได้ overtime เท่าไหร่ก็ไม่รู้หรือแล้วแต่จะเรียกเนี่ย ส่วนช่วงเช้า ไม่รู้ ก่อนเวลา เจ็ด หรือ แปดโมง จำไม่ได้  

ที่นี่ด่านจะปิดตอน สองทุ่ม

ยืนอ่านภาษาลาวระหว่างรอคนอื่นๆ ก็เลยรู้ว่า

กระทรวงต่างประเทศนั้น ชื่อกระทรวงพัวพันต่างประเทศ


พัวพันพันพัวกันนัวเนีย


ตรงด่านน่ะแหล่ะ ภรรยาคุณสมจิตมารับ อย่างกับ transfer guide เพราะคุณสมจิตไม่ว่างก็เลยหาเพื่อนมาให้แทน ชื่อคุณสมพร ตอนแรกคิดในใจว่า รับหัวคิวแล้วไปเอากำไรกับคนอื่นเปล่าเนี่ย แต่เราดันชอบเบาะรถคุณสมพรมากกว่ารถคุณสมจิตเพราะกว้างกว่า  แถม นิสัยคุณสมพร  ยังถูกโฉลกกับคนขี้รำคาญอย่างฉันด้วย เค้าไม่ยุ่งกับเรามาก พอดีพอดี เสียดายลืมถามเบอร์มือถือ 

 

แต่กว่าจะจำชื่อกันได้เล่นเอางง มีแต่ สมทั้งนั้นเลย

 


รถมุ่งสู่ปากเซ ตอนแรกต้องปรับตัวนิดหน่อย เพราะ รถเค้าวิ่งคนละเลนกับเรา มองเหมือนรถวิ่งผิดเลนเลยกลัว

จากด่านช่องเม๊กที่ฝั่งไทยเรียก วังเตา ที่ฝั่งลาวเรียก ไปปากเซ ประมาณ 42 กิโล


ก่อนไปถึงปากเซเราต้องเสียค่าข้ามสะพานข้ามแม่น้ำโขงด้วยสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น ซึ่งมีความยาว 1380เมตร สู่เมืองปากเซ เมืองหลวงแขวงจำปาศักดิ์  ราคา 50 บาท แม่น้ำโขงช่วงนี้ กว้างทีเดียว ยังคุยกันถึงแม่อนันดา
ที่ว่ายข้ามโขงหนีมาไทย ถ้าข้ามที่นี่ ต้องแย่แน่ๆ

สิ่งแรกที่เราเห็นก่อนเข้าสะพานปากเซ คือ สนามกีฬาใหม่ กับ โรงแรมเปิดใหม่ที่อยู่มุมวิวแม่น้ำโขงเต็มๆชื่อโรงแรมจำปาแกรนด์วิว มีรูปดอกจำปา หรือ ลั่นทมเราดอกใหญ่ติดไว้เป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมกับเดินข้ามถนนมาก็เป็นตลาดใหญ่ของที่นี่ ตลาดดาวเฮือง แถมด้านหลังของโรงแรมเห็น supermarket ที่ใหญ่ที่สุดของปากเซด้วย

เรารีบวนรถไปดู แต่ไม่พัก เพราะได้อารมณ์นอนริมแม่น้ำทั่วไป แต่เราอยากมานอนที่นี่

จำปาศักดิ์ พาเลส ขอนอนวังสักครั้ง

 

 

สร้างขึ้นสมัยที่เจ้าบุญอุ้มยังเป็นเจ้าผู้ปกครองนครจำปาสักอยู่ สร้างเพื่อให้สนมทั้งหลายได้อยู่กันโดยจัดให้อยู่ห้องละ 2 คน มีทั้งหมด 72 ห้อง และสนมส่วนใหญ่นั้นก็เป็นลูกสาว หรือภรรยาของชาวบ้านที่เจ้าบุญอุ้มถูกใจ และเจ้าท่านนี้นอกจากจะกดขี่ ข่มเหงประชาชนแล้ว ยังเป็นผู้ชักนำให้ฝรั่งเศสเข้าาปกครองแผ่นดินลาว ทำให้ชาวลาวโกรธแค้น และเกลียดเป็นอย่างมาก

 

 

เมื่อสร้างพระราชวังแห่งนี้แล้วเสร็จ ก็ไม่ทันได้อยู่ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และเสียชีวิตในที่สุด รัฐบาลเลยยึด และปรับปรุงเป็นโรงแรมค่ะ

 

 

 


วังเก่าของเจ้าบุญอุ้มแต่ไม่เคยได้อยู่เพราะมีเหตุการณ์ทางการเมืองต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสก่อน สมัยก่อนเค้าเรียกที่นี่กันว่า ศาลาพันช่อง เพราะหน้าต่างเยอะมากถึงกับจ้างคนมาปิดหน้าต่างอย่างเดียวเลย วังนี้สร้างเมื่อปี 2511
ตอนหลังทางการเลย ปรับปรุงเป็นโรงแรมให้นักท่องเที่ยว ถึงจะเป็นวัง แต่ยังไม่มีเจ้ามาอยู่เลยไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ หลับสบายค่ะ อาหารอร่อย

 


 

วันที่เราไปพัก ห้องว่าง ก็เลยเกิดความโกลาหลในการเลือกห้อง ฉันอยากได้ห้อง 312 ที่สุด เพราะอยู่ชั้นสาม ชั้นสี่มุมเดียวกัน เป็นห้อง vip เป็นหัวมุม ชั้นสองว่างแต่ ลมพัดไม่ดีเท่าชั้นสาม  เห็นวิวแม่น้ำซีโดน กับ มุมหน้าโรงแรม แต่มีคนอยู่ ก็เปลี่ยนห้องไปมา ตอนแรกได้ห้อง 311  แต่ห้องดันเล็กกว่า ห้องอื่นแถมติดประตู ห้อง310 มีรอยแตกร้าวเห็นแล้วกลัวนอนไม่หลับ ก็เลยมาลงตัวที่ 309 บอกแหม่มว่าได้เบอร์  9 ห้องน้องต้อล


เราให้น้องที่พามาดูห้องวิ่งไปมาเอากุญแจ หลายรอบจนมีแซวว่าฉันเป็นคน  หลายใจ

ชิชะ ไม่ได้หลายใจ แต่ ช่างเลือกต่างหากยะ

 

แค่เลือกห้องก็พาเอาเหนื่อย ที่ระเบียงหน้าห้อง เห็นสะพานข้ามแม่น้ำซีโดน ทุกเช้าเราจะมองสายหมอกและแสงพระอาทิตย์จากที่นี่ สวยงามโรแมนติกมาก ตรงห้องมุม ริมแม่น้ำมีต้นงิ้วออกดอกสีเหลืองนวลพราวเต็มต้นไปหมด

 


 

จะว่าไปโรงแรมนี้ก็เหมือนวัด แต่พอเข้ามา การออกแบบให้ลมพักเย็นสบาย มุมระเบียงทอดยาวแสนสวย ห้องแต่ละห้องสามารถเข้าได้สองทาง มีระเบียงพักและวิวต่างกันไป มุมอาหารเช้าในสวนที่แสนจะเย็นสบายเห็นแม่น้ำ น่าเสียดายที่ด้านหน้ามีตึกแถวขวาง เพราะเป็นวิวแม่น้ำโขง  ด้านหลังแม่น้ำเซโด พอเปิดหน้าตาสองฝั่งลมพัดตึง เย็นสบายจนเกือบหนาวทีเดียว
บรรยากาศดีดีเลยทำให้เราอยู่นี่ทั้งสองคืน ทั้งที่ตอนแรกว่าจะไปลองนอนศาลาแพ สี่พันดอน ที่ดอนคอน

 

 

ค่าห้อง superior บวก เตียงเสริม และ อาหารเช้า วันละ 1900 บาท
ความจริงมีถูกกว่านี้เป็นตึกใหม่ด้านล่าง แต่ฉันว่าไหนๆก็มาถึงแล้ว เอาแบบดีที่สุดแล้วกัน

 

 


 

เลือกห้องหลายใจไปเรียบร้อย แปลกจังมีคนว่าหลายใจ ทำไมถูกใจ สงสัยน้องมันหน้าตาดี ทำอะไรก็ไม่ผิด

 

 

หิว บ่ายโมงกว่าแล้ว

เราไปทานเฝอเจ้าเด็ดที่ข้างโรงแรมลานคำ ตรงข้ามกับโรงแรมแสงอรุณอันโด่งดัง ความจริงก็เยื้องๆจำปาศักดิ์ พาเลส ไปถึงเกิดปัญหา ที่นี่ขายแต่ก๋วยเตี๊ยวเนื้อ พี่กุ้งเลยอด ได้ทานปากหม้อญวนแทน แกว่าน้ำจิ้มอร่อยดีทานกับผักเยอะๆ

ก๋วยเตี๊ยวเนื้ออร่อยมาก ดันสั่งชามโต ทานกับผัก ใส่ซอสพริกศรีราชาด้วยนะ ทานกับกาแฟเย็นใส่นม หวานไปนิด แต่ก็อร่อยดี

 

 


เริ่มเที่ยวกันดีกว่า

บ่ายนี้ เราจะไปวัดพู  จากปากเซไปจำปาสักเก่า ประมาณ 50 กม ห่างจากวัดพู 10 กิโลเมตร แต่ก่อนจะถึงเมืองจำปาสักเราต้องเอารถไปขึ้นแพขนานยนต์ ที่ท่าเรือบ้านม่วง หนึ่งแพมีรถขึ้นได้หกคัน รอรถเต็มแล้วแพถึงออก มีคนขายของบนแพด้วย ค่าเอารถขึ้นแพ ทั้งไปกลับ แพงใช่ย่อย 370 บาท

ตอนแรกเรานั่งรอบนรถเพราะข้างนอกร้อนมากและคนขายของเยอะทีเดียว  แต่พอมองไปมองมา หลังรถก็ติดน้ำซะชิด ข้างรถก็ชิดน้ำ อาการตาขาวกำเริบ รีบปีนลงมายืนกลางแดดบนแพซะงั้น คลุมหัวเป็นโม่งชมพู ก็กลัวสภาพเป็นยังไงไม่สนแล้ว แพก็ล่องซะสิบกว่านาที ข้ามโขงไปขึ้นที่จำปาสัก ระหว่างล่อง
เค้านิยมทานขนมจีนกันบนแพ ถ้าไม่อิ่มซะก่อนก็น่าสนอยู่ เลิกสนใจแดด แม่น้ำโขงช่วงี้ ราบเรียบเงียบสงบดี รุ้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะ

 

 

 

เห็นแพเล็กขนมอเตอร์ไซด์ มีธงดูคล้ายโจรสลัด เท่ดีเหมือนกัน

 

 


 

ขึ้นฝั่งมาเป็นเมืองจำปาสักเก่า ด้วยความที่เป็นเมืองเก่ามาก่อน ตึกที่นี่เป็นบ้านหลังๆ แบบโคโลเนียลสไตล์ สวยๆหลายหลังที่เดียว ที่ฉับปิ๊งแบบขอลงไปถ่ายรูปคือผ่านชมวังของเจ้าราชดนัย (บิดาของเจ้าบุญอุ้ม)   เป็นตึกเก่าแก่สมัยอาณานิคม อยู่ตรงข้ามกับเรือนพักสุจิตรา .ปัจจุบันเจ้าหญิงสุดาหรืออีกพระนามหนึ่งว่า “ดอกฟ้าจำปาสัก” ซึ่งเป็นน้องสาวคนสุดท้องของเจ้าบุญอุ้ม และชราภาพมากแล้วได้ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายที่นี่อย่างสงบสุขเยี่ยงสามัญชนคนธรรมดาทั่วๆไป ตอนที่ฉันไปท่านนั่งอยู่หน้าบ้านพอดี ฉันเกือบขอถ่ายรูปแล้ว ใบหน้าของท่ายามชรา ยังสวย สง่า ทำให้บ้านหลังนั้นมีมนต์ด้วยเรื่องราวในอดีตและโรแมนติกยังไงไม่รู้

 

 

และไม่รู้อะไรทำให้ฉันประทับใจบ้านหลังนั้นนัก เลยไปศึกษาได้ความว่า

เจ้ายุติธรรมธร (หยุย ณ จำปาศักดิ์) หรือ เจ้าราชดนัย (หยุย) (พ.ศ. 2440 - 2 มีนาคม พ.ศ. 2489) เจ้าผู้ครองนครจำปาสักองค์สุดท้าย และเป็นผู้ว่าราชการเมืองจำปาสักในสมัยที่ลาวตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ประสูติเมื่อ พ.ศ. 2417 ทรงเป็นโอรสองค์โตของเจ้ายุติธรรมธร (คำสุก ณ จำปาศักดิ์) เจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์ลำดับที่ 11 ได้รับพระราชทานยศจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นเจ้าราชดนัย ตำแหน่งผู้ช่วยราชการในเจ้านครจำปาศักดิ์เมื่อ พ.ศ. 2440


ต่อมาเมื่อเจ้ายุติธรรมธร (คำสุก ณ จำปาศักดิ์) พิราลัยด้วยโรคชราในปี พ.ศ. 2444 ทางราชการสยามได้ให้เจ้าอุปราช (คำพันธ์)  เป็นผู้รักษาราชการเมืองจำปาศักดิ์ไปพลาง เนื่องจากยังไม่ทันได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งเจ้านครจำปาศักดิ์คนใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2446 ดินแดนของนครจำปาสักได้ตกอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศสตามสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 ฝ่ายฝรั่งเศสจึงได้เกลี้ยกล่อมให้เจ้าราชดนัย (หยุย) เป็นผู้ครองเมืองจำปาสักสืบต่อจากเจ้าพ่อ พระองค์จึงได้มีหนังสือลับไปทูลปรึกษาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขณะมีพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่น
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในเวลานั้น ซึ่งกรมพระยาดำรงฯ ได้ทรงตอบไปว่า "ให้รับตำแหน่งทำการให้ฝรั่งเศสเสีย มิฉะนั้นถ้าฝรั่งเศสเอาพวกอื่นมาตั้งวงศ์ตระกูลเจ้ายุติธรรมจะได้รับความเดือดร้อน" เจ้าราชดนัย (หยุย) จึงตกลงรับเป็นเจ้าผู้ครองนครจำปาศักดิ์นับแต่นั้น โดยฝ่ายฝรั่งเศสได้ตั้งให้เจ้าราชดนัย (หยุย) ขึ้นเป็นเจ้ายุติธรรมธร เช่นเดียวกับ
เจ้านครจำปาสักองค์ก่อนๆ นับเป็นเจ้ายุติธรรมธรลำดับที่ 3

ต่อมารัฐบาลอินโดจีนฝรั่งเศส ได้ยกเลิกฐานะความเป็นเจ้าครองนครลงเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2447 เจ้ายุติธรรมธร (หยุย) จึงมีฐานะเป็นผู้ว่าราชการเมืองจำปาสักแทนจนถึง พ.ศ. 2484 เมื่อประเทศไทยได้ดินแดนนครจำปาสักกลับคืนมาอีกครั้ง และจัดตั้งขึ้นเป็นจังหวัดนครจัมปาศักดิ์แล้ว ทางราชการไทยก็ได้คงเกียรติยศของเจ้ายุติธรรมธร (หยุย) ในฐานะเจ้าผู้ครองนครจำปาสักไว้ตามเดิม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ตั้งขึ้นมาใหม่นั้นเอง  พระองค์ได้อยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงแก่พิราลัยในตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2489 ก่อนหน้าที่ดินแดนจำปาสักจะกลับไป
เป็นของฝรั่งเศสอีกครั้งไม่นานนัก

ก็เลยได้ทราบว่า ท่านมีความผูกพันกับไทยนี่เอง และก็รู้อีกว่า จำปาสัก เคยเป็นหนึ่งในจังหวัดของไทย ส่วนคุณยายที่ฉันเห็น ก็คือ เจ้านางสุดาจันทร

เจ้ายุติธรรมธร (หยุย ณ จำปาศักดิ์) มีบุตรธิดาเกิดแต่ภรรยา 5 คน ดังนี้

เจ้านางทองพูน ไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน
เจ้านางสุดสมร มีบุตรธิดา 3 คน คือ
เสด็จเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ (อดีตนายกรัฐมนตรีลาว)
เจ้าสมบูรณ์ ณ จำปาศักดิ์
เจ้าบุญอ้อม ณ จำปาศักดิ์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ในรัฐบาลพระราชอาณาจักรลาว)
หม่อมนวล มีบุตรธิดา 6 คน คือ
เจ้าบุญเอื้อ ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางเนย ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางน้อม ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางบุญล้น ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางบุญหลี ณ จำปาศักดิ์
เจ้าสรรพสิทธิ ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางจันทร์ มีบุตรธิดา 9 คน คือ
เจ้านางบุญชู ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางสมบูรณ์ ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางเฮียง ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางบุญโฮม ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางบุญเฮือง ณ จำปาศักดิ์
เจ้าศรีโรเม ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางนารี ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางบุญเหลือ ณ จำปาศักดิ์
เจ้านางสุดาจันทร์ ณ จำปาศักดิ์
หม่อมจูม มีบุตร 1 คน คือ เจ้าจิตประสงค์ ณ จำปาศักดิ์


เจ้านางสุดาจันทร์ ณ จำปาศักดิ์  เป็นแรงบันดาลใจให้ หลวงวิจิตรวาทกาล  ประพันธ์นิยายเรื่องดอกฟ้าจำปาศักดิ์ที่ทำให้ผู้อ่านหลายต่อหลายคนประทับใจในเมืองนี้

ส่วนชีวิตจริงของเจ้าหญิงสุดาจันทร์

ดอกฟ้าจำปาสักมีโครงเรื่องมาจากชีวิตจริงของเจ้าหญิงสุดชาดา  ธิดาของเจ้าใน สายราชวงศ์ ณ จำปาสัก ในครั้งนั้นนครจำปาสักยังขึ้นอยู่กับไทย เจ้าหญิงได้ไปศึกษาที่กรุงเทพ และในช่วงนั้นเกิดสงครามขึ้นมา เจ้าราชดาในจึงให้
เดินทางกลับเพราะเกรงจะมีภัย ในระหว่างเดินทางกลับก็มีการผจญภัยมากมาย เจ้าหญิงสุดชาดาตัวจริงในวันนี้จะต่างจากเจ้าหญิงสุดาดวงในนิยายก็ตรงที่เจ้าหญิงสุดายังครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตอย่างสมถะในวัง และเก็บตัวเงียบไม่ให้ใครเข้าพบ

 


ฉันโชคดีจริงๆมีโอกาสเห็นท่านจากหน้าบ้าน กำลังจะเอ่ยปากทักท่านอยู่แล้วโดยไม่รู้หรอกว่าท่านเป็นใคร แต่ก็ยังยิ้มให้กันนะคะ ท่านดูสง่างามสมวัย

 

 


 ส่วนอีกหลังเป็นของส่วนวังเจ้าบุญอ้อม (น้องชายเจ้าบุญอุ้ม) เป็นตึกสีขาว 2 ชั้น .. .. ดึงดูดฉันทั้งขาไปและขากลับ จนต้องวิ่งไปที่วังท่านเพื่อไปถ่ายรูป อาคารนี้ยิ่งเก่ายิ่งดูสง่างาม ฉันรู้สึกถึงอดีตที่เคยงดงาม ที่ยังมีร่องรอยของ
ความรุ่งเรืองอบอวลอยู่ แต่ คนที่นั้น ไม่ค่อยอยากพูดถึงเจ้าบุญอุ้ม และ บุญอ้อม เพราะ มักบ่ดี น่าเสียดาย เพราะ บิดาของท่านทั้งสองดีกว่ามากนัก

 

 

ข้างทาง ยังมีบ้านสวยๆหลังอื่นๆของคหบดีจีนสร้าง ยิ่งฉันเป็นคนชอบบ้านแบบโคโลเนียล ยิ่งมองเพลินตาไปเลยทีเดียว

 

ขอยืมรูปมาจากที่นี่นะคะ

 มุ่งไปวัดพูกันต่อดีกว่า แต่พรุ่งนี้หลังเลือกตั้งค่อยมาอับละกัน

 

         

โอ ดวงจำปา เวลาชมดอก
คิดถึงบ้านช่อง มองเห็นหัวใจ
เฮานึกขึ้นได้ในกลิ่นเจ้าหอม

เห็นสวนดอกไม้บิดาปลูกไว้ตั้งแต่ใดมา
เวลาหงอยเหงา ยังช่วยบรรเทาให้หายโศกา

โอ ดวงจำปา คู่เคียงเฮามาแต่ยามน้อยเอย

กลิ่นเจ้าสำคัญ ติดพันหัวใจ
เป็นตาฮักใคร่ แพงไวเชยชม
ยามเหงาเฮาดม เอ๋ยจำปาหอม

เมื่อดมกลิ่นเจ้า ปานพบเพื่อนเก่าที่ได้พรากจากไป
เจ้าเป็นดอกไม้ที่งามวิไลตั้งแต่ใดมา
โอดวงจำปา มาลาขวัญฮักของเรียมนี่เอย

โอดวงจำปา บุบผาเมืองลาว
งามดังดวงดาว ชาวลาวปลื้มใจ
เมื่อตกอยู่ในแดนดินลานช้าง
 
เมื่อได้พลัดพรากอดีตพลัดจากบ้านเกิดเมืองนอน
ข้อยจะเอาเจ้าเป็นเพื่อนร่วมเหงา เท่าสิ้นชีวา
โอดวงจำปา มาลางามจริง มิ่งเมืองลาวเอย

 

ประวัติเพลง: “ดวงจำปา” หรือ “จำปาเมืองลาว” คำร้อง /ทำนอง : ท่านอุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว อุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส เมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวให้กับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในสมัยนั้นได้เห็น โดยอุตมะ ได้ใช้ “ดอกจำปา” หรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ในอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว โดยใช้ทำนองขับทุ้มหลวงพระบางในการเอื้อนเพลง ดวงจำปา เพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศลาวได้ปกครองตนเอง และหลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ ตลอดสองฝั่งโขงจากลาวเหนือที่พงสาลีจรดจำปาศักดิ์ที่ปากเซก็นิยมขับทุ้มเพลงนี้กันทั่ว

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic