วัดพู

 

ไปวัดพูกัน มีคนบอกว่ามาลาวใต้ถ้ามาไม่ถึงวัดพูถือว่ามาไม่ถึงลาวใต้

 

 

สองสาว พี่กุ้งกับแหม่มนึกว่าไปไหว้พระที่วัดบนภูเขา

 

 

 

จริงๆก็ถูกนะ ถ้าจะย้อนไปแค่พระพุทธศาสนาเข้ามาทีหลังและเปลี่ยนศาสนสถานแบบฮินดูเป็นวัดและมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บนวัดพู โดยเฉพาะเดือนกุมพาจะมีงานบุญใหญ่ที่นี่ ขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนสาม ชาวลาวเรียกว่าเดือนสามเพ็ง หรือ มาฆบูชานั่นเอง


แต่ถ้าย้อนไปยังสมัย ราวศตวรรษที่ 4 และ 5 สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยจามเรืองอำนาจเนื่องจากขุดพบร่องรอยวัฒนธรรมของพวกจามซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย เป็นที่รู้จักกันดีของนักโบราณคดีทั่วโลก ว่ากลุ่มปราสาทหินวัดพู
ถือเป็นต้นแบบสำคัญด้านสถาปัตยกรรม ของยุคสมัยอังกอร์วัด ในยุคก่อนสมัยอังกอร์วัด ประเทศกัมพูชา อีกตำราก็บอกว่า พระเจ้าชัยวรมันได้สร้างปราสาทวัดพู จำปาสัก พ.ศ. 893-943 เพื่อถวายพระศิวะ ปราสาทวัดพูในศิลาจารึกเรียกว่า  "ลึงคปรวตา" ภูเขาอันเป็นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ตามพงศาวดารของส่วยกล่าวว่า "อยู่ใกล้นครหลวง มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า ลิงกิยโปโป (ลิงกภาวตา) ที่ยอดภูเขามีปราสาทหลังหนึ่ง มีทหารหนึ่งพันคนรักษาประจำอยู่ ปราสาทหลังนี้ สร้างให้แก่เทพเจ้าองค์หนึ่งโดยมีการฆ่าคนเป็นเครื่องบูชายันต์ทุกๆ ปี พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จไปในปราสาททำพิธีบูชายันต์ด้วยพระองค์เองในเวลากลางคืน

 


ปราสาทวัดพูไม่ได้ตั้งอยู่บนภูเขาสูงเหมือนเขาพระวิหารแต่มีหนองน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้าทำให้ปราสาทแห่งนี้มีความสมบูรณ์ ลงตัวเป็นแหล่งมรดกโลกล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ธันวา 2545

จึงน่าจะกล่าวได้ว่าวัดพู เป็นสถานที่อยู่ร่วมกัน ระหว่างผี พราหมณ์และพุทธศาสนา

http://www.pahdongdoy.com/G_Aa/Wp_28_6_48_1.asp

สันนิษฐานว่าคำว่า วัดพู น่าจะเป็นชื่อที่ถูกเรียกโดยชาวจำปาสัก เมื่อครั้งพุทธศาสนา เข้ามาใช้สถานที่ศาสนาฮินดู บนที่ราบตีนเขาและเชิงเขาภูเกล้า เป็นพุทธสถาน ซึ่งมีพระสงฆ์ขึ้นมาพำนัก เพื่อวิปัสสนากรรมฐาน หรือประกอบศาสนกิจบนพื้นที่บริเวณ ปราสาทหิน และได้สร้างพระพุทธรูปดินเผา ตบแต่งผิวนอกด้วยปูนโบราณ ตั้งซ้อนอยู่ในตัวอาคารบวงสรวงศิวเทพ ซึ่งเป็นอาคาร
ประธาน ของปราสาทหินบนภู เสมือนจงใจจะใช้ตัวอาคารปราสาทหิน แทนอาคารสิมหรือโบสถ์ นอกจากนั้น ยังสร้างพระพุทธรูป ไว้ตามลานหินบนเขาหลายองค์ รวมทั้งสร้างหอแจกและกุฎิพระสงฆ์ ในระยะต่อมา บริเวณแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า วัดพู เพราะเป็นวัด ในพุทธศาสนาที่ตั้งอยู่บนเขา ต่างแต่ว่า เป็นวัดที่ซ้อนประสาน อยู่ในสถาปัตยกรรมของฮินดูโบราณ ที่หมดบทบาทเชิงไศวนิกายไป จากดินแดนแถบนี้แล้ว
นอกจากนี้ บริเวณพื้นที่บนภูเขาระดับชั้น ที่มีการสร้างอาคารบวงสรวงศิวเทพ ปราสาทหินด้านทิศตะวันตก ยังมีภาพสลักหินรูปจระเข้ เป็นการสลักหินแบบร่องลึก ที่สามารถจับจระเข้ตัวจริง ไปอัดขังอยู่ในร่องรอยรูปนั้น และฆ่าเพื่อบวงสรวงพิธีกรรมได้ บางคนสันนิษฐานว่า ร่องลึกรูปจระเข้ยังสามารถบังคับคนเข้าไปอยู่ในร่องนั้น ก่อนจะถูกฆ่าสังเวยอะไรบางอย่าง นอกจากนั้น ยังมีภาพสลักรูปหัวช้าง โดยดัดแปลงเสริมแต่ง จากรูปทรงของโขดหินที่ตั้งตระหง่านอยู่แล้ว ปัจุบันช้างสลักตัวนี้ ยังเป็นที่เคารพกราบไหว้ เชิงความเชื่อเหนือเหตุผล ด้วยการนำเอาหญ้าให้ช้างหิน เป็นการบูชาและยังมีแท่นหินสลักรูปอื่นๆ ซึ่งมีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ในศาสนาพราหมณ์

ปัจุบันยังมีความเชื่อทีสืบทอดกันมาว่า บริเวณพื้นที่วัดพู ซึ่งหมายความรวมถึงภูเขาทั้งหมด คือ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่สิงสถิตของผีบรรพชน ชาวเมืองจำปาสัก จึงมีพิธีเลี้ยงผีเจ้าถิ่นทุดปีในเดือน ๖ และเชิญบรรดาผีทั้งหลาย มาเสี่ยงทายขอความสุขุมร่มเย็น ให้บังเกิดแก่ชาวเมืองจำปาสัก โดยถือเป็นหน้าที่ของ เจ้าผู้ครองเมืองจำปาสัก เป็นผู้นำประกอบพิธี ในสมัยเจ้าบุญอุ้ม ณ. จำปาสัก มีอำนาจและมีบทบาทต่อประเทศลาว ท่านจะเป็นผู้นำการเลี้ยงผี ที่เชิงเขาบริเวณปราสาทหินวัดพูเป็นประจำทุกปี จึงน่าจะกล่าวได้ว่าภูฯ นี้ เป็นสถานที่อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ระหว่างผี พราหมณ์และพุทธศาสนา

 

สำหรับอารยธรรมเขมร การมาสร้างมาสร้างเมืองและสร้างปราสาทหินเรียกเขาลูกนี้ว่า ลึงคบรรพต ด้วยลักษณะพิเศษของภูเขา ที่นอกจากจะมีส่วนยอดเป็นปุ่มจอมขนาดใหญ่ มองเห็นเหมือนจอมปลวกที่ตั้งอยู่บนยอดภู แล้ว ยนส่วนยอดของปุ่มใหญ่นั้น จะเป็นลานกว้าง ที่ส่วนกลางของลานหินมีแท่งหินรรมชาติขาดใหญ่สูง ๑๑ เมตร งอกขึ้นมาจากลานหิน ตั้งกตะหง่านติดเป็นเนื้อเดียวกันกับฐานพื้นแท่งหินหรือจอมๆ นี้มีรูปทรงเป็นแท่งกลม ส่วนยอดสุดโค้งแหลมนิดหน่อยชาว ลาวลุ่มเรียกว่า จอมเกล้า


 แต่สำหรับอารยธรรมขอมเรียกสิ่งเดียวกันนี้ว่า ลึงคะปาระวะตะ ซึงเป็นที่มาของลึงคบรรพตหรือภูเขาแห่งศิวลึงค์ เมื่อผสานรวมกันกับเบื้องหน้าด้านทิศตะวันออก ของลึงคบรรพตมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน จึงถูกตีความว่าเป็นองมหาสมุทรอันไพศาล เสริมความเชื่อว่า บริเวณลึงคบรรพตแห่งนี้ เป็นอีกสถานที่สิงสถิตของพระศิวะ และได้กลายเป็นสถานที่เคารพสักการะของ ผู้นัถือศาสนาฮินดู โดยทั่วไป จนส่งผลต่อการสร้างเมืองและสร้างปราสาทหินขึ้น มีความเชื่อสืบมาแต่โบราณว่า หากใครก็ตาม ได้ขึ้นไปสัมผัสกับลึงคะปาระวะตะบนจอมเก้าได้ จะมีอายุยืนยาวกว่าคนทั้งปวง

 


 

ยังมีสิ่งที่น่าสนใจซ่อนอยู่ในกลุ่มปราสาทหินวัดพูหลายอย่าง เช่น ร่องส่งน้ำเชื่อมต่อจากผาหินสู่ตัวปราสาท อาบสรวงศิวลึงค์แล้วไหลไป สู่ผู้คนที่รอรับน้ำไปใช้ เป็นสิริมงคล ก่อนที่จะไหลไปลงรวมกับแม่น้ำโขง ตามลำห้วยสายเล็ก ห้วยแห่งนี้มีชื่อว่า ห้วยสระหัว เพราะผู้คนใช้น้ำที่ผ่านการไหลอาบศิวลึงค์ มาอาบและสระผมตนเองเพื่อเป็นมงคล และยังมีถนนเชื่อมต่อไปยังอังกอร์วัด เขตที่ตั้งชุมชนโบราณ แผนผังเมืองเก่าเสดถาปุระ มีอายุในยุคอังกอร์วัด ตั้งอยู่บนพื้นที่ ๒,๕๐๐ ไร่เศษ และมีที่ตั้งชุมชนโบราณสมัยอังกอร์วัด อยู่ทางทิศใต้ของวัดพูอีกด้วย


 นักค้นคว้าหลายท่าน ให้การสันนิษฐานว่า นครโบราณแห่งนี้คือ นครเสดถาปุระ ซึ่งได้เสียบทบาท ความสำคัญ การเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เพราะว่าบรรดาราชวงค์ได้ขยายอำนาจลงไปทางทิศใต้ และทำการปกครอง กลุ่มดินแดนของพวกขอมทั้งหมด จากนั้นจึงได้ตั้งอังกอร์วัดขึ้นเป็นนครหลวง


เมื่อเดินมุ่งหน้าจากจุดเริ่มต้น ด้านทิศตะวันออกไปยังปราสาทองค์ประธานชั้นบนสุด สิ่งแรกที่พบ คือ สระน้ำขนาดใหญ่ ขอบสระก่อด้วยศิลาทราย กว้าง ๒๐๐ เมตร ยาว ๖๐๐ เมตร วางตัวในแนวยาว ตามทิศตะวันออก-ตะวันตก เป็นสถานที่พักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน และเป็นสระกักเก็บน้ำให้ประโยชน์ได้จนถึงปัจุบัน ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู หมายถึง มหาสมุทรที่ล้อมรอบโลก ชั้นนอกสุด เป็นบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่ 3 สระ เมื่อใครจะมานมัสการพระศิวะต้องผ่านก่อน ซึ่งบารายนี้ อาจเปรียบเทียบได้กับทะเลสีทันดอนที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุก็ได้ ในปัจจุบัน คงเหลือให้เห็นอยู่ 2 สระเท่านั้น

 

ถัดจากขอบสระด้านทิศตะวันตก ก่อนถึงทางเดินขึ้นสุ่ปราสาท ได้มีการสร้างศาลารับเสด็จบนฐานหินเดิม สร้างเพื่อรับเสด็จเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ กับ พ..๒๕๑๑ รวมทั้งไว้ต้อนรับเจ้านายชั้นสูง เมื่อมาทำบุญวัดพู ปัจุบันชำรุดมาก

ศาลาเดิมเป็นโคปุระรูปสี่เหลี่ยมโล่ง ไม่มีประตู สร้างใกล้กับบาราย สันนิษฐานว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมานมัสการพระศิวะ จะต้องเข้ามาโดยใช้เรือ แล้วมาขึ้นที่อาคารนี้ ในปัจจุบัน ถูกรื้อลงมาแล้วสร้างอารสมัยใหม่ขึ้นทับของเดิม เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตลาว ที่ทรงพระราชดำเนินมานมัสการวัดพูเมื่อ พ.ศ. 2508
 

 

จากนั้น จะเป็นทางเดินขึ้นไปตามทางเดินเท้า ระยะทาง ๒๘๐ เมตร ปูพื้นด้วยศิลาทราย ขอบทางเดินตั้งเสานางเรียง ๒ ฟาก เป็นเสาหิน มีสระน้ำขนาดเล็ก ไม่มีน้ำขังขนาบข้าง ทางเดินโบราณนี้ เชื่อว่าสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ ๔ ทางเดินดังกล่าวมีไปจนถึง

ชั้นพักที่ ๑ คือที่ตั้งของปราสาท ๒ หลัง มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยหินทราย มีการแกะสลักที่หน้าบัน และลวดลายตามเปลือกผิวหิน มีบริเวณว่างใช้สอยด้านใน ยังไม่ประจักษ์ว่า อาคารทั้งสองหลัง ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือเป็นที่พักของกษัตริย์หรือประชาชน แต่ชาวบ้านพากัน เรียกว่า โรงท้าว กับ โรงนาง อันหมายความถึง ที่ปะทับของพระอิศวร สำหรับโรงท้าว
 กับที่ประทับของมเหสีพระอิศวร สำหรับโรงนาง ซึ่งเชื่อว่าสร้างในคริสต์ศวรรษที่ ๑๑ สำหรับลวดลายแกะสลักบนผิวหน้า ส่วนประกอบสถาปัตยกรรมชุดนี้ ยังไม่ประณีตนัก

 


 ถัดจากโรงท้าวโรงนาง เป็นทางเดินปูด้วยแผ่นหินทั้งสองฟาก มีโครงสร้างหลังคาไปสู่บันไดขั้นแรก ที่จะขึ้นไปสู่ปราสาทประธาน แต่ปัจุบันหลังคาพังทลายไปหมดแล้ว

ส่วนด้านใต้ของทางเดิน ช่วงระยะนี้มีร่องรอย ของหอไหว้หลังหนึ่ง ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ เรียกว่า โฮง งัวอุสุพะลาด หรือ งัวนันทึน ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ และเริ่มจากโรงวัวแห่งนี้ มีเส้นทางโบราณไปทางทิศใต้ ผ่านบ้านธาตุ มุ่งตรงไปยังนครวัด ประเทศกัมพูชา


จากนั้นเป็นบันไดหินขึ้นสู่ปราสาทแบ่งเป็น ๔ ช่วง มีลักษณะเป็นบันไดนาค ๒ ข้าง ปรับเป็นชั้นบันไดใหญ่ บางช่วงมีกองอิฐของปราสาทเก่า และชั้นกำแพงหินป้องกันดินทรุดเป็นระยะๆต่อไป

ชั้นบันไดพักแรก ที่เชื่อมต่อระหว่าง ระเบียงพักอีกแห่งหนึ่ง จะมีกำแพงกั้นดินทรุดตัว ด้วยหินทราย และชั้นบันไดพักที่สองมีซุ้มประตูโขง (สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒) ปัจุบันพังไปแล้วเช่นกัน มีส่วนเหลือให้เห็นคือ รูปของทวารบาล หรือผู้รักษาประตูด้านทิศเหนือ ในสภาพ มือขวากุมไม้เท้า มือซ้ายแนบหน้าอก เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ผ่านขึ้นไปยังปราสาทเบื้องบน แต่คนทั่วไป กลับตีความว่าเป็นภาพพระยากำมะทา ผู้ควบคุมการก่อสร้างวัดพู
กำลังทุบอกตนเอง ด้วยเสียใจที่การก่อสร้างวัดพูแล้ว เสร็จที่หลังการก่อสร้างพระธาตุพนม

 


ดังนั้น ลักษณะพิเศษของปราสาทวัดพู คือ การสรงน้ำศิวลึงค์อยู่ตลอดเวลา ด้วยสายน้ำเที่ยงที่ไหลรินอยู่ ชั่วนาตาปี แล้วจึงไหลออกมาให้ประชาชน ได้ใช้เพื่อสิริมงคล ซึ่งมีเฉพาะปราสาทหินวัดพูเท่านั้น จึงเป็นภูมิปัญญาในการวิเคราะห์ เลือกสถานที่และการออกแบบก่อสร้าง ระหว่างความเชื่อและภูมิทัศน์ได้อย่างน่าพิศวง

 

ในส่วนของเปลือกผิวอาคาร มีการแกะสลักขอบประตู เป็นรูปทวารบาลและภาพนางอัปสร บนซุ้มประตู ทางเข้าแต่ละช่อง พื้นที่สีหน้าและทับหลัง แกะสลักเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระกฤษณะ พระอินทร์ พระวิษณุ พระศิวะ พระฤาษี และเนื้อเรื่องเกี่ยวกับรามเกียรติ์ ด้วยทักษะเชิงช่างชั้นสุงและฝีมือ ที่วิจิตรบรรจงเป็นพิเศษ

 


 รูปแกะสลักที่โดดเด่นที่สุด คือ รูปแกะสลักพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ บนทับหลัง ส่วนกลางของปราสาท ขนาดกว้าง ๑ เมตร ยาว ๒ เมตร

 

 

ถัดจากบันไดที่ ๒ ขึ้นไป เป็นทางเดินอีกแห่ง สร้างด้วยแผ่นหินทราย ที่มีความชันตามแนวลาดของภูเขา นำไปสู่ บันไดขั้นที่ ๓ บันไดขั้นนี้ ได้เชื่อมต่อกับระเบียงพักสุดท้าย ถึงบันไดขึ้นสู่ระเบียงพักบนสุด เป็นที่ตั้งของปราสาทหลังประธาน ซึ่งสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑


ด้านใต้ของปราสาทประธานมีอาคารหลังเล็กเรียก หอไตรธิบรรณาลัย ด้านตะวันตก กั้นด้วยกำแพงกมมะเลียน สร้างไว้บนลานหินธรรมชาติ มีประตู ๒ ด้านเชื่อมต่อบริเวณ น้ำเที่ยง ที่เชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์ น้ำดังกล่าวรินไหลลงมาจากชะโง่นผาหินด้านหลังปราสาท


 นอกจากนี้ โขดหินด้านหลังปราสาทหลังประธาน ยังมีรูปแกะสลักนูนสูงตรีมูรติ หรือรูปเทพเจ้า ๓ องค์ แห่งศาสนาฮินดู มีพระศิวเทพอยู่กลาง พระพรหมอยู่ด้านขวา ส่วนพระวิษณุอยู่ด้านซ้าย

 


 

 

สำหรับปราสาทองค์ประธาน ประกอบด้วยพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลัง ฝาผนังส่วนด้านหน้าห้องโถง ก่อด้วยหินทราย มีประตูทางเข้า ๓ ด้าน คือด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศใต้
ด้านทิศตะวันตกเป็นที่ประดิษฐาน ศิวลึงค์ มีน้ำศักดิ์สิทธื จากเพิงผาหินน้ำเที่ยง ไหลตามร่องหิน เข้าสู่ปราสาท ทางด้านหลังไหลเข้ามาอาบรดศิวลึงค์อยุ่ตลอดเวลา แล้วไหลตามร่องน้ำออกมาทางผนังด้านเหนือ

 

 

ข้างบนเป็นเรื่องราวที่ควรรู้ แต่เรื่องจริง คือ ทางเดินเข้าไปสู่วัดพูนั้น ไกลมาก และ แดดร้อนมากค่าเข้าคนละ 120


 

 

 

ร้อนจนเป็นโม่งชมพูอีกแล้ว ใส่แว่นดำ หมวกปีกกว้าง พี่กุ้งที่ขาไม่ค่อยดี เดินลิ่วกางร่มนำ จนแหม่มถามว่า พี่เค้าขาไม่ดีแต่เดินเร็วกว่าเราอีก


วัดพูในส่วนที่ฉันประทับใจคือ วันที่เราไปดอกจำปาบาน ดอกจำปา หรือ ลีลาวดี ลั่นทมก็ไม่เกี่ยงที่ลาวมีความเชื่อเหมือนไทยว่า ลั่นทมเป็นดอกไม้สำหรับปลูกในที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ วัด กับ วังเท่านั้น

ดอกจำปาที่นี่เป็นดอกสีขาวนวลออกเหลือง ดอกเล็ก วันนี้ บานออกดอกพราวอยู่เต็มต้น

 

 

ท้องฟ้าวันนี้ เมฆสวย ฟ้าสีฟ้าตัดกับเมฆก้อนปุยๆขาวๆ เมฆลอยต่ำสวยงามจริงๆ

บายสีดอกไม้ที่ถวายพระ ทำจากใบตอง แล้วเอาดอกไม้ มาประดับที่ยอดบายศรี ทำเอาฉันประทับใจมีดอก โป้ยเซียน  ดอกรัก ดอกมะละกอ สวยจัง ฉันเลือกดอกรักขาวๆ

 

 

บางคนเอาดอกจำปาใช่ดอกบานไม่รู้โรยมาเป็นเกสร ก็สวย

 


 

เดินขึ้นไปมีลานกว้างก่อนที่จะขึ้นไปปราสาท พี่กุ้งถอย มานั่งกับพื้นหญ้า คนแถวนั้นใจดี ให้เสื่อหนึ่งผืนให้พี่กุ้งพัก ประทับใจน้ำใจคนลาว ฉันขึ้นไปนิดหน่อยก็ถอย มานอนที่เสื่อ ดูฟ้าสวย จำปาหอม ลมโชยมาเย็น สบายจัง

 

 

เราส่งแหม่มปีนไปถ่ายรูปบนปราสาท แหม่มไปนานมาก ได้ความว่า ปวดท้องเสียจนลงแทบไม่ไหว


ระหว่างรอแหม่ม ก็ไปทำบุญสร้างวัดกับคุณยายขายดอกไม้ ได้สายสินธ์สีชมพู พร้อมคำอวยพรยาวเหยียด ฟังแล้ว รู้สึกดี อบอุ่นไปทั้งใจเลยหล่ะ มีความสุขมากมาย

 


 

 

เราลงมาจากวัดด้วยความประทับใจ ปราสาทข้างบนก็ดูรูปที่แหม่มถ่ายมา


ทุ่งหญ้าสวยงามที่เห็น เป็นที่ที่ฉันถ่ายรูปรอแหม่มถ่ายท้อง

 

 

 

สีของหญ้าสวย และวิวข้างหน้า ก็เป็นสิ่งเรียบง่ายที่แสนประทับใจ


เราจากวัดพูอย่างอิ่มใจ

 


 

 

แวะถ่ายรูปกับบ้านเจ้า ณ จำปาศักดิ์ จนตกแพขนานยนต์ ต้องรอแพใหม่

 

คราวนี้อยู่ติดน้ำ นั่งอยู่ในรถ ไม่ลงแล้ว ไม่กลัวด้วย แถมยังเปืดประตูรถอีกต่างหาก

 

 


 

 

เรากำลัง มองแสงสุดท้ายของวันกลางแม่น้ำโขงอันแสนสงบ แสงอาทิตย์เล่นสีสวยงามอย่างกับจิตกรเอก

 

 


 

 

วันแรกที่ลาวใต้ประทับใจขนาดนี้แล้ว


ยังไม่จบ เราไปทานอาหารเย็นริมแม่น้ำโขงที่ แพคำฟอง ปลาสด อาหาร อร่อย ใช้ได้ ก่อนกลับวังจำปาศักดิ์

 

แถมแวะ เบเกอรี่หน้าโรงแรม ชาวลาวตักข้าวเหนียว แต่เรา จะตักด้วยเค้กละนะ ก็อยากตักบาตรนี่นา หาข้าวเหนียวไม่ได้ ก็เลือกตักที่ตัวเองชอบละกัน

 

 

คืนแรกที่ปากเซ  นอนรวดเดียว หลับสบายใจ

 

 

         

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic