ความสุขของกะทิ

ความสุขของกะทิ


ฉันมีโอกาสได้ไปดูเรื่องนี้เพราะตกเครื่องที่อุบลวันที่9 เที่ยวบินเต็มการบินไทยใจดีก็เลยจองโรงแรมให้ที่

โรงแรม เนวาด้า ที่เค้าโฆษณาว่า มีโรงหนัง มี starbuck

มีโรงหนัง ก็ต้องดูหนัง ก็เลยบอกพี่กุ้งว่า อยากดู ความสุขของกะทิ


ดูจบ พี่กุ้งบอก น่าเบื่อ ง่วงมาก จะหลับ
ได้ยินคนนั่งข้างหลังบ่นว่า อยากออกไปก่อน หนังอะไร ไม่มีเสียง ไม่สนุกเลย


ฉันผิดปกติอะไรหรือเปล่าที่เสียน้ำตากับหนังเรื่องนี้
ถึงเรื่องจะอืดๆ เอื่อยๆ แต่ฉันอิ่มเอมใจ

เผอิญว่า ฉันได้อ่านหนังสือเรื่องนี้มาแล้ว ชอบพอประมาณ

ความรู้สึกแรกที่ได้ดู คือ บ้านของกะทิที่อยุธยา คือความฝันยามแก่ของฉัน
ช่วงหนุ่มสาวเก็บเงินไว้มากๆ แล้วไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบในต่างจังหวัดที่วิวสวยๆ
แต่ก็ต้องสะดวกสบายด้วยนะ ถึงบอกว่าต้องมีเงินเยอะๆ

บ้านเรือนไทย ริมแม่น้ำเจ้าพระยา สายน้ำ ดอกสีม่วงของผักตบชวา ต้นไม้ใหญ่ ดูสงบงาม

เพราะเค้าทำภาพในหนังเรื่องนี้สวยเหลือเกิน

ที่สำคัญ เรื่องนี้พูดน้อยมาก เพราะเค้าเล่าเรื่องด้วยภาพ

ในความเงียบของภาพ เราได้คิดไปมากกว่าที่เห็น ฉันค่อยๆปล่อยอารมณ์และคิดตามภาพ

ค่อยๆไปตามหนังเรื่องนี้ โดยไม่รู้สึกเบื่อเลย

ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าว่าคิดถูกผิดไปจากผู้กำกับที่ต้องการจะสื่อหรือเปล่า


แค่รู้สึกว่า กะทิคือเด็กที่มีความสุข แต่ในใจโหยหาแม่เพราะ ไม่เคยมีใครพูดถึงแม่
กะทิคงรู้ตัวกลายๆแหล่ะ เลยกลายเป็นเด็กว่าง่ายของคุณยาย เพราะความขาดแม่นี่แหล่ะ

ไม่เคยเจอเด็กที่ ให้ไปอาบน้ำแทนดูละครเรื่องโปรดและทำตามโดยไม่อิดออด แต่กะทิเป็น


เด็กกำพร้าพ่อแม่อย่างกะทิ ก็เลยเป็นเด็กว่าง่ายของคุณตาคุณยายเหมือนแกจะสำนึกบุญคุณที่เลี้ยงแกมา โดยแกไม่เคยถามถึงแม่สักคำ


แต่ความรักที่คุณตาคุณยายให้คงจะเพียงพอ และ คนอบอุ่น ฉลาดอย่างคุณตา ทำให้กะทิ คิดเป็น


 น้องพลอยคนที่เล่นเป็นกะทิน่ารักมาก และเชื่อว่า น้องเค้าเป็นกะทิตัวจริง ชอบที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไปนี่แหล่ะ

 

 

ดูเรื่องนี้เสียน้ำตาด้วย คือ น้ำตามันค่อยๆเอ่อ แล้วไหลลงมาช้าๆ ดันไหลข้างเดียวด้วยสองสามฉาก

ภาพนำเรื่องราวทำให้ฉันซึ้ง
ฉากที่คุณยายกอดกะทิตอนฝนตกฟ้าร้อง เด็กน้อยนอนคนเดียวไม่ร้องขอความช่วยเหลือ ได้แต่นอนอุดหู นี่ยิ่งสงสารกะทิ
เด็กคนนี้ไม่บอกความเศร้าของตัวเองให้ใครรู้

ตอนที่พยายามกอดแม่  มานอนข้างๆแม่ ซุกตัวใกล้ๆ ทั้งๆที่รู้ว่าแม่ใกล้ตายและเป็นโอกาสสุดท้ายที่อยู่ด้วยกัน
กะทิ ยังพยายามไม่แสดงความเศร้าให้แม่เห็น

แต่พอมาอยู่ที่ชายหาด กะทิ ได้แต่วิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเพื่อปลดปล่อยความเศร้า

แต่เด็กก็คือเด็ก พอเจอม้าก็สนใจม้าแทน เค้าว่า ความคิดของเด็กผู้ใหญ่ไม่เข้าใจหรอก


พอแม่ตายความประสงค์หลักของแม่คือให้กะทิ ตัดสินใจว่าจะส่งจดหมายติดต่อพ่อหรือเปล่า

ทุกคนห่วงกลัวกะทิจะทุกข์

กะทิถามคำเดียวว่า แม่เกลียดพ่อหรือเปล่า ชึ่ง ได้รับคำตอบว่าคนอย่างแม่ ไม่เกลียดใครหรอก

 

แต่กะทิเลือกส่งจดหมายถึงทอง เพื่อนที่ไปกับหลวงลุงที่อเมริกา โดยที่ให้ทองอย่าบอกใครว่าส่งจดหมายถึงทอง
เพราะกะทิรู้ว่าทองอยู่ที่นั่นคงเหงา จดหมายที่ส่งให้ทอง ทองย่อมดีใจมากกว่าส่งให้พ่อที่กะทิไม่เคยรู้จัก


แล้วเรื่องก็จบ

คนก็งงว่า จบแล้วเหรอ


แต่ฉันคิดไปเองว่าฉันเข้าใจ กะทิมีความสุขเพราะ กะทิพอเพียงกับความรักที่รายล้อมกะทิอยู่และกะทิก็ได้คำตอบเรื่องแม่เรื่องพ่อ ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว


ชีวิตเรียบง่ายที่ต้องเดินต่อไป ยอมรับในสิ่งที่เป็น นั่นละ ความสุขของกะทิ

น้ำในตากับฝนโปรยปราย
ดอกไม้กำลังบานใต้แสงตะวัน
แม่น้ำลำคลองเอ่อล้นจนเต็มริมฝั่ง

เสียงดนตรีหรือสายลมโชย
ใบไม้ร่วงโรยกับเมฆสีดำ
ชีวิตนั้นจะชอกช้ำหรือสวยงามแค่ไหน

* แต่สุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้

โมโหโกรธากับฟ้าคะนอง
ชื่อเสียงเงินทองลาภยศรางวัล
ชีวิตนั้นจะโศกสันต์หรือรื่นเริงแค่ไหน

จึงอยากบอกเธอนะคนดี
ใช้ชีวิตให้มีความสุข ด้วยวันและเวลาที่เธอมี

** เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ผ่านไป
เกิดขึ้นมาก็มีวันจบไป
โลกยังคงหมุนเวียนและเปลี่ยนไป
สุดแต่ใครที่จะเข้าใจในเรื่องนี้

จึงอยากบอกเธอนะคนดี
ใช้ชีวิตให้มีความสุข ด้วยวันและเวลาที่เธอมี

 

         

 


 ขอลัดคิวลาวใต้มาลงไดก่อน

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic