ทรายนี้ยังมีรัก

 

 

ชิวิตหนึ่ง มีรักที่สัตย์ซื่อ...ชีวิตหนึ่ง
มีรักที่มั่นคง
แต่เมื่อเป็นลิขิตจากเบื้องบน...
ที่ปรารถนาจะพรากจากคน
ทั้งสองออกจากกัน
เธอต้องหนีห่างจากหายที่นั่นนับร้อยพันปี
พร้อมคำอธิษฐานมั่น ไม่ขอกลับไป
การรอคอยอาจเนิ่นนานนัก
แต่การปฎิเสธ ดวงใจ
ที่มีรักกลับทรมานยิ่งกว่า..

 

 

ทรายนี้ยังมีรัก นิยายเกี่ยวกับทะเลทรายอีกเรื่องที่มีอยู่ตามแผงหนังสือช่วงนี้ ฉันอ่านจนเอียนทะเลทราย ชีค และ การลักพาตัวไปเลย

แต่ นามปากกา วรรณวรรธน์ การันตีได้อยู่ว่า ย่อมแตกต่าง

 

สิ่งที่ได้นอกจากนิยายคือตำนานโบราณมากมายที่แฝงอยู่ในหนังสือเรื่องนี้ แต่ แต่งได้จนฉันเชื่อ ว่าตำนานเหล่านี้คือเรื่องจริง

 

เริ่มจาก สาวไทยแสนสวย กับ ชีคบีนูสุดหล่อแห่งตะกูลฟินิกซ์ ตามคำสาบของตะกูลว่า เมื่อแต่งงานและมีลูกชายคนแรก จะเสียชีวิต ชีวิตใหม่เกิด ชีวิตเก่าดับสูญ

แล้วโยงไปเกี่ยวกับเมื่อพันปีที่แล้ว ตำนานนกฟินิกซ์ กับ เจ้าสฟิงค์ ที่แพ้นกฟินิกซ์ต้องมายอมเป็นลูกนก กับนางสิงโตเป็นเรื่องลึกลับที่ผ่านมาเป็นพันๆปี 

 

ภพแรก นกฟินิกซ์บีนู กับ นางสิงโต และ เจ้า สฟิงค์

 

ภพที่สอง แม่ทัพเอนคิลู และ พระนางเธโอรีส

 

"นางไม่รักแต่ภักดียังดีกว่านางภักดีแต่ไม่รัก"

ถ้าคนรักของตัวเองทิ้งให้เราอยู่กับคนที่เค้าภักดี เหมือนชีวิตสิ้นสุด

 

ภพที่สาม แม่ทัพดาริอุส และ  เทวีอัซม่า

ถ้าคนรักของตัวเอง ให้ตัวเองสูงเกินใขว่ขว้า ขอเลือกลี้หน้าจากชาติภพเดียวกัน

 

ในอดีต ทั้งสองรักกัน แต่ หน้าที่ของเอนคิลูและดาริอุส ทำร้ายใจของฝ่ายหญิง จนขอหลีกหนีอย่ากลับมาดินแดนนี้นับพันปี

หรืออาจจะเป็นความต้องการของสฟิงค์ที่ขัดขวางรักทั้งสองจนสำเร็จและไม่ต้องไปเป็นลูกของ ฟินิกซ์ กับ นางสิงโต

 

ครั้งหนึ่งเคยมีดินโอบน้ำที่ทำสองหัวใจได้ใกล้ชิด
สองเราเคยสนิทกลับต้องไกลห่าง ถึงเธอจากร้างไปแสนไกลสุดฟ้า
ขอให้เธอรู้ว่าฉันยังคงเฝ้ารอ..... รอการกลับมาของเธอ
เธอจงโปรดกลับมา เพื่อมารับฉันไปครอง
ขอเธอได้โปรดมาเป็นเจ้าของฉัน ทั้งร่างกายและใจ
ถึงวันที่เธอไกลห่าง แต่จงรู้ไว้ว่าใจฉันไม่ห่างไกล หัวใจฉันยังเรียกหาเธอ
เธอจงโปรดกลับมา เพื่อมารับฉันไปครอง
ขอเธอได้โปรดมาเป็นเจ้าของฉัน ทั้งร่างกายและใจ
โปรดมาโอบกอดฉันไว้ ไม่ให้ต่างกับน้ำที่โอบรอบผืนดิน

 

 

ปัจจุบัน นางเอกเราหนีไปเกิดยังเมืองไทย และเป็นนักโบราณคดีที่ต้องมาดินแดนนี้ เพื่อดูสิ่งที่ตัวเองผูกพันธ์ในภพที่แล้ว และได้ใกล้ชิดกับชีคบีนูคนที่รอมาเป็นพันปี

 

กล่องของพระเจ้ากัวกาเมซ

มงกุฏดอกไม้ของเทวีเธโอรีส

คธาของแม่ทัพเอนคิลู

เค้าว่าใครครอบครองของสามสิ่ง จะ นิรันดร

 

ดอกไม้เอย ดอกไม้ปริศนา
เคยสง่า ชูช่อ บนคอระหง
ทาสสวรรค์ พิสูจน์สัตย์ ตัดชีพลง
บรรจงรอง เพชฌาตด้วยดอกรัก

 

 

แต่ สิ่งที่นิรันดรที่สุด คือ ความรัก ความซื่อสัตย์ ความมั่นคง

 

ใจที่ยิ่งใหญ่ ย่อมชนะทุกสิ่ง

 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ต้องการของเหล่านี้ที่ไม่ใช่เจ้าของย่อมแพ้พ่าย

 

 

ความรักในภพปัจจุบัน อ่านแล้ว หลงรัก ชีคชีนู น่ารัก และ มั่นคงในรักกับเชื่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่าทุกภพ ทำให้ น้ำตาลเพิ่มขึ้นเต็มเล่ม อสมาในภพสาวไทย หยิ่งไว้ตัวสมเป็นคนไทยดี เลยยิ่งอ่านยิ่งหวานขึ้นเรื่อยๆ

ที่ชอบที่สุด คือ เวลาบรรยายว่า เมื่อเห็น ความรู้สึกในอดีตนั้นพรั่งพรูล้นใจขึ้นมา ยิ่งเห็นยิ่งผูกพันธ์ เหมือนคนในความฝันมาอยู่ตรงหน้า

 

             

 

 

                            

 

 

 

ภาคตำนานต่างๆ ไป search หาข้อมูลอีกแล้วค่ะ อ่านแล้ว สนุก แถมได้เรื่องราว ดังคำพูดที่ว่า

 

ตำนานมิได้มีไว้เพื่อท่องจำ….แต่มีไว้เพื่อเติมจินตนาการ

http://www.indigothai.com/thai/legend/phoenix.htm

 

กิลกาเมซ Gilgamesh

 


 กิลกาเมซ Gilgamesh เป็นตำนานเก่าแก่ของตะวันออกกลาง ในอารยธรรมสมัยสุเมเรี่ยน (Sumerian)   หรือประมาณ สอง

พันปีก่อนคริสตกาล     ต่อมาเรื่องของกิลกาเมซได้รับการบันทึกลงในแผ่นดินเหนียว ด้วยตัวอักษรคูนิฟอร์ม  สมัยอัสซีเรีย หรือ

ประมาณแปดร้อยปีก่อนคริสตกาล   ได้ทำการรวบรวมไว้ในห้องสมุดเมือง นิเนเว่ห์ (Nineveh) แผ่นดินเหนียวจำนวนหนึ่งใน

สองหมื่นกว่าแผ่นนั้น  ได้เล่าถึงตำนานของกิลกาเมซไว้  ว่าเป็นนิทานในสมัย สุเมเรียน

 

แหล่งกำเนิดของ กิลกาเมซ จึงอยู่บริเวณ  ที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมีย หรือ ที่แปลว่า  ที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำสองสาย  ไทกรีส ยู

เฟรตีส  หรืออารยธรรมรุ่นแรกของโลกนั่นเอง   ปัจจุบันอยู่ในบริเวณประเทศอิรัก   ไทกรีสเป็นแม่น้ำอยู่ฝั่งตะวันออก   และยู

เฟรตีสเป็นแม่น้ำในฝั่งตะวันตก      แม่น้ำสองสายอยู่ในประเทศอิรักส่วนใหญ่ และไหลมาบรรจบรวมเป็นแม่น้ำ ชัต อัลอาหรับ

Shutt Al Arab   แล้วลงไปสู่ทะเลเปอร์เซียทางตอนใต้    โดยเมืองที่กิลกาเมซปกครองนั้น อยู่บริเวณที่ราบลุ่มตอนปลายของ

แม่น้ำทั้งสองสาย

 

Epic of Gilgamesh  

กิลกาเมช เป็นโอรสของ ลูกัลบันดา (Lugalbanda)  แท้จริงเป็นกษัตริย์ในที่หกในราชวงศ์อูรุค (Uruk) ซึ่งถือกันในตำนานว่า

กษัตริย์พระองค์นั้นเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่มารดาของกิลกาเมซมีสายเลือดเทพ  จึงทำให้กิลกาเมซมีเลือดเทพเจ้าในกายแต่

เขาได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วทางสวรรค์จึงส่งเทพพระองค์หนึ่งลงมาจุตินามว่า Enkilu (เอ็นคิลู)เพื่อกำราบเขา แต่เหตุการณ์

ไม่เป็นเช่นนั้น เอ็นคิลูกลับสนิทสนมรักใคร่กันมาก และร่วมมือกับกิลกาเมชสร้างความปั่นป่วนไปทั่วปฐพี แต่แล้วเอ็นคิดูก็ได้

เสียชีวิตลง เพราะสาเหตุอันใดไม่แน่ชัด

หลังจากการเสียชีวิตของเอนคิลู กิลกาเมช เสียใจเป็นอย่างมาก ทำให้เขาตระหนักว่า และนั่นก็ทำให้เขารู้ว่าแม้จะมีพละกำลัง

กับความกล้าเหนือปุถุชนทั่วไป แต่เขาก็ไม่สามารถหนีพ้นชะตากรรมที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญไม่พ้น คือ "ความตาย"  เขาจึง

นึกถึงบรรพบุรุษคนหนึ่งของเขาอุทนาปิชทิม (Uthapishtim) วีรบุรุษผู้รอดตายจากน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ (โนอาห์) ตามตำนาน

กล่าวว่าอุทนาปิชทิมพร้อมภรรยาได้เดินทางสู่สวรรค์หลังน้ำท่วมโลกในคราวกระโน้น กิลกาเมชตัดสินใจตามไปที่นั่นเพื่อขอหน

ทางในการเป็นอมตะจากบรรพบุรุษของเขา      กิลกาเมชจำเป็นต้องมีพาหนะในการเดินทาง เขาและเพื่อนร่วมทางชื่อเอนกิดู

รอนแรมไปตั้งต้นที่ดินแดนTilmun เพื่อที่จะนำ Shem (พาหนะ) เดินทางสู่สรวงสวรรค์ของ Anu ด้วยตนเอง    กิลกาเมชเป็น

บุรุษที่นอกจากจะมีพละกำลังมาแต่กำเนิดแล้วเขายังมีความฉลาดล้ำเกินคน จากดินแดน Tilmun จนถึงที่พำนักของ Anu นั้น

กินระยะทางยาวไกลมาก ระหว่างการเดินทางพระเอกของเราต้องเผชิญอุปสรรคมากมายทั้งจากเทพและมาร เอาเป็นว่าจุดที่

เราจะกล่าวถึงเป็นตอนที่กิลกาเมชเดินทางมาถึงสวนแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยพืชพันธุ์แลสิ่งมีชีวิตอันน่าพิศวง อุทนาปิชทิม

บรรพบุรุษของกิลกาเมชก็อาศัยอยู่ที่นั่นด้วย

อุทนาปิชทิมบอกแก่ลูกหลานของเขาว่าเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตใดๆจะคงความอมตะไม่ตายไปชั่วกาลนาน ความตายคือชะตา

กรรมที่มนุษย์ไม่มีทางเลี่ยง ถึงอย่างไรอุทนาปิชทิมก็ไม่ใจร้ายเกินไปนัก เขาเสนอให้กิลกาเมชลองหาวิธีอื่นมาทดแทน แน่ล่ะ

ครับความตายต้องมาเยือนมนุษย์ทุกคนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ในเมื่อหนีไม่พ้นก็ไม่ต้องไปวิ่งหนีมันหรอก แค่ชะลอมันลงให้มาถึงช้า

ที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็พอแล้ว  

กิลกาเมชได้รับคำบอกใบ้ถึงที่ตั้งของต้นไม้แห่งความเยาว์วัย (Plant of Youth) ซึ่งมีสรรพคุณทำให้มนุษย์คงความเยาว์วัยได้

แม้อายุจะล่วงเลยไปเท่าใดก็ตาม     เขาจึงเอาหินมาถ่วงขาตัวเองลงไปในทะเล และเอาพืชนั้นมาได้ แต่เขาก็ยังไม่ใช้มัน

เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผลหรือไม่ กิลกาเมซจึงตัดสินใจกลับเมืองไปหาชายชราเพื่อจะทดลองดูก่อน ระหว่างเดินทางเขาก็ได้

หลับพักผ่อนชั่วขณะ แต่แล้วก็มีงูเลื้อยมากินพืชไป พอเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าพืชหายไปกิลก้าเมซเสียใจเป็นอย่างมากและบ่นออก

มาเป็นกลอนเลยทีเดียว แต่กระนั้นเขายังคงไม่ยอมแพ้ และพยายามทำให้ชื่อของเขาเป็นอมตะแทน จึงได้สั่งให้ทำการเขียน

เรื่องราวของเขาไว้บนกำแพงปราสาท พอเขาตายไป คนก็จะไม่ลืมเขา เพราะ ชื่อและตำนานของเขาจะคงอยู่บนกำแพงไป

ตลอดกาล

แต่แล้ว หลังจากที่เขาเสียชีวิตไป นครอูรุคถูกข้าศึกรุกราน และกำแพงก็พังทลายลงในที่สุด ชื่อ และตำนานของเขาจึงจางหายไป

ตามกาลเวลากลายเป็นตำนานของผู้แสวงหาความเป็นอมตะ

ตำนานนกฟินิกซ์

นกฟีนิกซ์ (Phoenix) หรือ นกแห่งไฟ บ้างก็เรียกว่า bird of paradise (นกแห่งสรวงสวรรค์)หรือ อีกชื่อที่คนจีนเรียกว่า นก

ฟงหวง เป็นนกที่มีความหมายของความเป็นอมตะ การเกิดใหม่ และชีวิตหลังความตาย ซึ่งในตำนานของเทพเจ้ากรีกและอียิปต์

นกฟีนิกซ์ยังมีความเกี่ยวข้องกับเทพแห่งดวงอาทิตย์อีกด้วย ส่วนลักษณะของนกฟีนิกซ์ มีขนาดตัวเท่ากับนกอินทรีย์ มีขนสีทอง

รอบๆ ลำคอ ลำตัวมีสีม่วง และหางสีฟ้าน้ำทะเล บ้างก็ว่าขนของมันเป็นสีทองสลับสีแดง (นกฟินิกซ์ของชาวจีนมีถึง 5 สีเลยด้วย

ซ้ำ) ส่วนหัวจะมีพู่ประดับเป็นขนนกยาว บางที่อธิบายว่ามีลักษณะคล้ายกับนกยูงหรือนกอินทรีย์ก็มี ในตำนานกรีก นกฟีนิกซ์จะ

อาศัยอยู่ในแถบอาระเบีย โดยจะอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำที่มีอากาศเย็น ทุกๆ เช้าที่ตะวันเริ่มสาดแสง เทพแห่งดวงอาทิตย์

จะต้องหยุดรถม้าเพื่อฟังเสียงร้องอันแสนไพเราะของนกฟินิกซ์ยามที่มันเล่นน้ำทุกวัน นกฟินิกซ์จะมีอายุราว 500-1,461ปี (

บางที่แบ่งอย่างนี้นะคะ 500, 540, 1,000 ,1,460 ปี ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้แล้วค่ะ ในแต่ละแหล่งที่ la plume ลองหาดู

ข้อมูลของอายุจะมีความใกล้เคียงกันค่ะ) มันจะเผารังที่สร้างขึ้นจากไม้ที่มีกลิ่นหอม (ที่เห็นส่วนใหญ่ก็จะพูดถึงแต่ myrrh) เพื่อ

ที่จะเผาร่างตัวเองไปพร้อมกัน และถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งจากกองขี้เถ้าของตัวเอง ซึ่งการเกิดใหม่ของนกฟินิกซ์นี้ก็เปรียบเทียบ

ได้กับดวงอาทิตย์ ที่จะต้องลับของฟ้าทุกเย็นแล้วก็ต้องขึ้นใหม่ทุกๆ เช้า มีบางตำนานเล่าว่า นกฟินิกซ์คืนชีพขึ้นมาจากเศษไม้ที่

ไหม้ไปแล้วนั่นแหละ แล้วก็นำขี้เถ้าของนกตัวเก่าบรรจุไว้ในไข่ที่ทำจากไม้ myrrh แล้วก็นำไปเก็บไว้ที่เมืองเฮลิโอโปลิส

(Heliopolis) ที่ประเทศอียิปต์ ซึ่งเมืองนี้มีความหมายว่า นครแห่งดวงตะวัน (city of the sun) โดยจะทำไปวางไว้บนแท่นบูชา

ของเทพแห่งดวงอาทิตย์ (เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ของอียิปต์ คือ เทพรา Ra) คราวนี้มาดูวิธีเกิดของนกฟีนิกซ์แบบฉบับชาวอัส

ซีเรียบ้าง (อัสซีเรียเป็นชนเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำไทรกรีซ ยูเฟรติส ปัจจุบันก็คงเป็นแถบซีเรีย หรือตอนเหนือของ

ซาอุดิอาระเบียโน่นแน่ะ มันนานแล้วอ่ะ la plume ชักลืมๆแฮะ) ชาวอัสซีเรียเล่าว่านกฟินิกซ์จะมีอายุแค่ 500 ปี ก็จะทำ

พิธีการกำเนิดใหม่ ซึ่งแบบฉบับอัสซีเรียไม่เหมือนใครก็ตรงที่ว่า นกฟินิกซ์จะสร้างรังจากไม้และยางที่มีกลิ่นหอมไว้บนกิ่งของ

ต้นโอ๊ค หรือไม่ก็บนยอดของต้นปาล์ม นอกจากนี้ยังมีลูกจันทร์เทศ (cinnamon) แล้วก็ spikenard (สไปค์นาร์ดเป็นยังไงก็ไม่

รู้แฮะ ภาษาไทยไม่มีคำแปล แต่ dic ภาษาอังกฤษบอกว่าเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่รากของมันมีกลิ่นหอม) และ myrrh ที่เป็นส่วน

ประกอบสำคัญในการสร้างรังของมันด้วย จากนั้นมันก็จะตายลงพร้อมลมหายใจเฮือกสุดท้ายท่ามกลางกลิ่นหอมอบอวล แล้วลูก

นกฟินิกซ์ตัวใหม่ก็จะถือกำเนิดอยู่ตรงหน้าซากของนกตัวเก่าแล้วก็จะมีวงจรชีวิตเหมือนกับนกฟินิกซ์ตัวเก่าต่อไปเรื่อยๆ ว่ากัน

ว่าถ้ามันแข็งแรงพอแล้ว มันจะหิ้วรัง (รังที่นกตัวเก่าตายและมันเกิดขึ้นมาใหม่) ไปฝากในวิหารแห่งดวงตะวันที่เมือง Heliopolis

เช่นกัน คราวนี้เรามาดูตำนานนกฟินิกซ์ในอียิปต์กัน อียิปต์เรียกนกฟินิกซ์ว่าบีนู (Benu) ซึ่งหมายถึง นกฮีรอนสีม่วง (heron

เป็นนกกินปลาชนิดหนึ่ง) ในช่วงฤดูน้ำหลากของแม่น้ำไนล์ซึ่งหมายถึงเวลาที่แม่น้ำสายสำคัญในอียิปต์ได้เอ่อล้นท่วมผืนแผ่นดิน

ที่แห้งแล้วให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้งนั้น (ถ้าใครเคยอ่านคำสาปฟาโรห์จะมีประโยชน์มาก) ผู้คนจะมองเห็นเจ้านกบีนูหรือนกฟินิกซ์

นี้จากบนที่สูง และแลดูคล้ายกับพระอาทิตย์กับลังลอยอยู่เหนือน้ำ ซึ่งผู้คนก็เชื่อมโยงเข้าไปเกี่ยวกับเทพรา (เทพดวงอาทิตย์) ที่

วิหารเฮลิโอโปลิส ซึ่งตำนานของเมืองเฮลิโอโปลิสกล่าวว่า บีนูจะถือกำเนิดใหม่จากเปลวไฟอันศักดิ์สิทธ์ ณ วิหารของเทพเจ้ารา

โดยบีนูจะขึ้นไปนอนอยู่บนแท่นที่เรียกว่า bnbn-stone ทั้งนี้มีอีกตำนานที่เล่าถึงเรื่องการเกิดใหม่ของเทพอียิปต์องค์หนึ่งซึ่งชื่อ

โอซิริสก็เป็นผู้หนึ่งที่ตายแล้วเกิดใหม่ โดยนกบีนูถือกำเนิดมาจากหัวใจของเทพองค์นี้นั่นเอง (พูดแล้วคันปากเรื่องเทพโอซิริ

สเนี่ย เอาเป็นว่า la plume เคยเห็นใครก็ไม่รู้ post เรื่องเทพอียิปต์แล้วแหละ ไม่น่าจะจำผิด ขอไม่เล่าล่ะกัน เดี๋ยวจะไปตีกัน

ซะเปล่าๆ ) ....................................................................... จากข้อมูลที่ la plume ได้เพิ่มขึ้นมาก็คือนกฟินิกซ์นั้นมีการ

กล่าวว่ามีต้นกำเนิดมากจากแถบอาระเบีย ซึ่งก็เป็นประเทศที่อยู่แถบๆ ตะวันออกกลางนั่นเอง มีนิสัยชอบทำรังบนยอดเขา

สามารถหายตัวและปรากฏตัวได้ตามใจนึก ขนาดลำตัวใหญ่พอๆ กับขนาดของนกอินทรี สีขนเป็นสีเหลือบๆ คล้ายกับสีของเปลว

ไฟ มีดวงตาสีอำพันซึ่งมีขนาดเล็กเหมือนเมล็ดทับทิม เชื่อกันว่ามันกินความคิดอันบริสุทธิ์ของคนแล้วก็มอบความสุขให้เป็น

การตอบแทน....

ทั้งนี้มีอีกตำนานที่เล่าถึงเรื่องการเกิดใหม่ของเทพ อียิปต์องค์หนึ่งซึ่งชื่อโอซิริสก็เป็นผู้หนึ่งที่ตา ยแล้วเกิดใหม่ โดยนกบีนูถือ

กำเนิดมาจากหัวใจของเทพองค์นี้นั่นเอง

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic