กำหนดใจ

 

 

กลับมามีแต่คนถามว่า

ไปถือศีลมาเจ็ดวัน ใครๆก็ถามว่า เป็นไง เป็นคนดีขึ้นไหม เลิกบ้า af ได้ยัง

 

ก็ตอบกลับว่า ที่เห็นเป็นคนเดิมจ้ะ นิสัยไม่ดียังไงก็ไม่ดีอย่างนั้น บ้า af ยังไงก็ รีบกลับมาเปิด af 6 update ข้อมูลสุดริด รีบเปิด web บ้านต้อล ตามข่าว ปรากฏว่า น้องป่วยหายไปเท่ากับเราไปถือศีลเลย

 

แต่

 

สิ่งที่ได้คือใจที่ใสขึ้นมานิดหนึ่ง

 

ก่อนไปใครๆถามว่า ไปถือศีลวัดอะไร ก็ตอบเค้าไม่ได้ รู้แต่ว่าอยู่ที่ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ วัดอะไรก็งงงง เพราะเป็นสวนไม่ใช่วัด

 

มาเฉลย ฉันไปอบรมธรรม พัฒนาจิตใจ ตามโครงการของคุณแม่สิริ กรินชัย ของวัดผานิการาม จัดทำขึ้นโดยสวนทวีชล ของคุณ ทวีศักดิ์ เสสะเวชย์ เป็นเวลาเจ็ดวันหกคืน

 

โครงการนี้ มีเจ้าภาพสนับสนุน และ ทางสวนทวีชลบริการอย่างดีเยี่ยม

ทำให้เราได้ปฏิบัติธรรมในสถานที่สวยงาม อากาศดีในสวนทวีชลที่จัดเป็นสัดส่วน อาหารมังสวิรัติอร่อย ที่นอนห้องน้ำสะอาดมาก มาตราฐานโรงแรม อยู่ในห้องแอร์ เหมือนไปสัมมนาดีดีนี่เอง

 

เหมือนคนติดสบาย ก็เป็นอยู่ ผิดกฏ ละ ลด กิเลส ของศาสนาพุทธยังไงไม่รู้

 

แต่

 

ฉันรู้สึกว่า ได้ และ ใจใสขึ้นมานิดหนึ่ง และ ประทับใจในโครงการนี้มาก

 

วันแรก ไปถึงสวนทวีชล บรรยากาศฝนตกพรำๆ อากาศดีมาก พอลงทะเบียนเรียบร้อย ติดป้ายชื่อ งดพูด นับจากนี้ ฉันไม่ได้พูดกับใครแล้ว

ทางสวนทวีชล พาชม พิพิธภัณฑ์ ที่ตระกูลเสสะเวชย์รวบรวมไว้

เราได้มีโอกาศขอพรกับ ท่าครูบาศรีวิชัย เจ้าดารารัศมี  ท่านหมอชีวก พระพิฆเนศวร และ อีกมากมายห้าห้อง แต่มีกฏว่า ขอได้ห้องเดียวโดยบอกชื่อ นามสกุล ที่อยู่ จะได้ตามคำขอ ก็เลยขอไปหนึ่งห้องเรียบร้อย สบายใจ

 

 

ลงทะเบียนพร้อม รถชมสวนของสวนทวีชล รับผู้ปฏิบัติธรรมที่นุ่งชุดขาวไม่มีลวดลาย ไปบริเวณปฏิบัติธรรมท้ายสวนที่แยกเป็นสัดส่วนคนนอกเข้าไม่ได้

 

มาถึง เรายกกระเป๋าเข้าส่วนห้องนอนของผู้หญิงอยู่กันหกสิบคน แล้วไปห้องประชุม เรียนโดยนั่งบนเบาะที่เตรียมไว้ และพวกเราโดนเรียกว่า โยคี หมายถึง ผู้พรากเพียร ตามคำแปลภาษาอินเดีย

 

ความรู้สึกเจ็ดวันที่ได้อยู่ในโครงการนี้

 

   วันที่หนึ่ง วันแห่งการปรับตัว

การที่เอาลิงไฮเปอร์อย่างฉัน มาอยู่ในที่ที่สำรวม งดพูดและงดสายตาสอดส่าย ให้ทำอะไรช้าๆ นั้น ทำเอา shock ก็ฉันมันยุกยิก ไม่อยู่สุข

เริ่มด้วยการไหว้พระ เราต้องร้องเป็นคำกลอน ค่อยไหว้อย่างสวยงาม แช่มช้า

ยกหนอมาหนอพนมหนอ

ลงหนอถึงหนอ

ลงหนอก้มหนอถึงหนอกราบ

 

กราบไปแอบดูไป วันที่ทำได้ เป็นวันที่รู้สึกว่า ตัวเองไหว้สวย ไหว้เป็นก็งานนี้ วิทยากรบอกว่า เวลาใครเห็น การไหว้แบบนี้ก็รู้ได้ทันทีว่า มาจากการอบรมของคุณแม่สิริ

การไหว้ก้มกราบสวยๆครั้งนี้ ฉันถือว่า เป็นการได้ครั้งยิ่งใหญ่ของฉันเหมือนกัน

 

 

เรื่องที่สองความคิด

มีนักวิทยาศาสตร์วิจัยไว้ว่า คนเราคิดวันละมากกว่า ห้าหมื่นเรื่อง แล้วยิ่งคนคิดมาก คิดรายละเอียดเยอะอย่างฉัน ก็มีความคิดวนเวียนในหัวเต็มไปหมด

ยิ่ง งดพูด ความคิด ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

เริ่มด้วย

1 โอ้โห คนหาชุดขาวสวยๆมาใส่ทั้งนั้นเลย เป็แฟชั่นชุดขาวสวยๆ ทำไมของฉันเจ้ให้ไปซื้อชุดแม่ชีแบบเป็นกางเกงที่ตลาดยิ่งเจริญ  ใส่แล้ว ซิ่มมากๆ สู้คนอื่นเค้าไม่ได้เลย

ดูความคิดแย่ๆของฉันนะ พอวันสุดท้าย ชุดขาวอะไรก็เหมือนกัน ห่อหุ้มร่างกาย ยิ่งธรรมดายิ่งไม่ยึดติด ของให้ใส่สบายไม่โป๊ก็พอ

 

2 ฝึกเดินจงกลม เดินช้าๆ พูดพร้อมกัน เสียงยาวๆ  สำรวมสายตา ช้ามากกก เวลาเคลื่อนตัวแต่ละครั้ง เฮ้ย นี่ฉันเป็น ผีดิบ ซอมบี้ โดนสะกดจิตกันอยู่เปล่า เจ้มาบอกทีหลังว่า คิ้ว กับหน้าฉันวันนั้น ยุ่ง คิ้วผูกโบว์ทีเดียว ที่สำคัญ ฉันทำท่า ผิดทุกท่า มีวิทยากร สี่คน มาแก้ท่า แทบทุกครั้งที่เปลี่ยน หรือเริ่มท่าเดินใหม่

แล้วความคิดแลวๆยังมีนะ เวลาต่อท่าเดินจงกลม มีท่าย่าง ที่ต้องเหยียดปลายเท้า ไปจนสุด ฉันก็คิดว่า เด็กๆไม่ได้เรียนบัลเล่ย์ ทำท่าแบบนี้ก็ดูคล้ายๆ สนุกดีเหมือนกัน คิดไปได้ บาปเปล่าก็ไม่รู้ แถมยังคิดต่อไปอีกนะว่า เดินเป็นชั่วโมงแบบนี้ นึกว่าได้ออกกำลังกายมีกำลังใจเดินขึ้นเยอะ ขยับขาบ่อยๆต้นขาคงเล็กลงไปบ้างแหล่ะ

วันสุดท้ายก็มารู้ว่า การเดินจงกลมสมาธิประเภทหนึ่ง ยิ่งทำยิ่งช้า รู้ถึงการเคลื่อนไหวต่อเนื่องของร่างกาน ทำให้ใจอยู่กับกาย เป็นการกำหนดสมาธิที่มีสติที่ดีมาก และฉันกลับชอบการเดินจงกลมที่สุดน่ะสิ

 

3 ความคิดแลวๆยังไม่หมด นี่ฉันมาอยู่เป็นกลุ่ม สุขสบาย ฟรีขนาดนี้ มีเจ้าภาพ เป็น ของเล่นคนรวยหรือเปล่าเนี่ย วันหลังๆ รู้สึกผิดที่คิดอะไรแย่ๆ ไม่สำนึกบุณคุณที่มีคนให้โอกาสทำความดี อย่างสะดวกสบาย ยังไปคิดว่าเค้าอีก ฉันนี่แย่สุดๆ วันหลังๆ ฉันยิ่งสำนึกในบุญคุณเจ้าภาพ กับ ผู้บริการ ทุกท่าน ตั้งใจทุกครั้งหลังทานอาหาร เราได้อวยพรให้พรท่านเหล่านี้ ฉันตั้งใจอุทิศให้เต็มที่

 

เรื่องที่สาม อิริยาบทย่อย

การที่มาปฏิบัติครั้งนี้ เน้นอยู่สามเรื่องคือ

สมาธิ

เดินจงกลม

อิริยาบทย่อย 

 

ฉันคิดในใจ ดีนะที่เราเคยนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็ก นั่งแล้วก็สงบ คงไม่ยากเท่าไหร่ สมาธิดั้นสำคัญเป็นอันดับสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อิริยาบทย่อย

อิริยาบทย่อย สำคัญเพราะ การที่เราทำอะไรช้าๆ ทำให้ เรารู้อย่างมีสติ โดยสามารถให้ใจตามไปว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ โดยให้ใจกับ การกระทำของเราไปด้วยกัน การฝึกช้าๆขณะปฏิบัติ เวลาไปเจอโลกเร็วๆเมื่อออกไปแล้ว จะได้ มีสติไม่หลงไปตามโลกข้างนอก

เริ่มจากการทานข้าว

การหยิบแก้วน้ำ หยิบช้อน เคี้ยวช้าๆ สายตาจ้องอยู่แต่ถาดอาหาร อาการผีดิบกลับมาอีกแล้ว ยิ่งทำพร้องกันหกสิบคนเป็นบรรยากาศที่น่ากลัวสุดๆ

แต่พอออกมาแล้ว ทำตามความเร็วปกติ กลับรู้สึกว่า สิ่งที่ได้ คือ มารยาทอันดีในการรับประทานอาหาร เคี้ยวช้าๆ จับช้อนไม่กระทบจาน ไม่คุยกัยระหว่างรับประทาน การเคี้ยวช้าๆ ช่วยในการย่อยให้กับระบบกระเพาะ ได้มากมายจริงๆ  

 

การรอ

เวลาทำอะไร เราจะกำหนดว่า รอหนอ แล้วให้ยืนรอเงียบๆ อยู่กับตัวเอง สายตาไม่สอดส่าย

ฉันเป็นคนที่ใครแซงคิวไม่ได้ ไม่งั้นจะโมโหมาก

พอได้รอแบบนี้บ่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองสงบ สายตาไม่สอดส่ายว่าคนที่เรารอทำอะไรอยู่ รู้สึกสงบใจขึ้นเยอะ

 

 

การงดพูด

อึดอัด คันปาก ใช้ตากับหูแทน

แต่ในภายหลัง

ฉันฟังมากขึ้น ประโยชน์ของการฟังมีมากกว่า การพูด จริงๆ

ชอบที่ว่า

เรายิ่งทำตัวให้เล็ก และ อ่อนน้อมเท่าไหร่ ไม่โชว์พาวว่าฉันรู้งั้นเถอะ ยิ่งได้ประโยชน์กับตัวเอง

เราเป็นยังไง ใจรู้ ไม่ต้องไปบอกใครว่า เรารู้ เพราะ ทางสายกลางทางใจ ไม่ยินดีมากเกินไป ไม่เสียใจมากเกินไป วางใจให้พอดี ไม่สะเทือนง่ายๆ กลับทำให้จิตใจสงบ ยิ่งไม่พด ฉันยิ่งเห็นข้อนี้ชัดขึ้น

 

ยังมีอีกมากมายที่ได้จากการมาปฏิบัติหนนี้ พรุ่งค่อยมาเขียนต่อว่า

 

วันสุดท้ายฉันได้อะไรอีกบ้าง

ก็ยังยืนยันว่า ฉันไม่ได้เปลี่ยนไป ไม่ได้ดีขึ้น แต่ มีความพยายามที่จะกำหนดใจให้ไม่สะเทือนง่ายๆ เท่านั้นเอง

ที่สำคัญฉันพยายามที่จะไม่ให้ใจฉันไปทำร้ายคนอื่น ทั้ง กาย วาจา ใจ

 

 

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic