คิดเรื่องฝัน

 

ฝันถึงเมื่อตอนเด็กๆ

จุ๋ยบอกว่า ถ้าฉันเป็นลูกบ้านเธอ ฉันเป็นเด็กมีปัญหาไปแล้ว

 

ก็ฉันเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้อยู่บ้านกับยาย กับคนใช้

 

จำได้เมื่อตอนเด็กๆอยู่ต่างจังหวัด ฉันมักจะไปนอนบนหลังคาที่ตากที่นอนประจำ มองฟ้า แสนจะมีความสุข

หรือไม่ก็อยู่ในกล่อง ที่มีของรัก อยู่เป็นชั่วโมงๆ

หรืออยู่ในสวนที่พ่อทำให้ส่วนตัว มีแอ่งน้ำ หญ้าแบบนอนได้ ล้อมด้วยต้นไม้สวยๆ

 

ฉันเลยเป็นเด็กอยู่ตัวคนเดียวได้ นั่งครุ่นคิด ว่า อนาคตจำเป็นอย่างไร คนเกิดจากไหน ทำไมคนเราต้องตาย เมฆบนฟ้ามีเรื่องราวอะไรบ้าง ปลาในน้ำคิดอะไรอยู่

 

แล้วก็หาคำตอบไม่เจอ

 

กิจกรรมกลางแจ้ง คือ ปีนเขา ร่อนจักรยานที่สนามบิน ดึงต้นไม้ให้เด้งขึ้นสูง ร้องเพลงบนเวทีกลางแจ้งที่เค้ายังไม่รื้อ

 

 

โตมาหน่อย ปิดเทอม อบู่กับ น้าสาวสามคน ลูกพี่ลูกน้องอีกหนึ่ง เราขี่จักรยานไปโรงเรียนน้าสอนเอานิยายมาอ่าน ตะลุยอ่านนิยายจนหมดห้องสมุด

เวลาไปอยู่กับยายต้องอ่านขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ให้ยายฟัง อ่านจบตั้งแต่ปอหก

พอโดนส่งไปอยู่กับย่า ที่นั่นไม่มีหนังสือ หนอนอย่างฉันเลยอ่านพระไตรปิฎกจนหมดบ้าน

 

ชีวิตวัยเด็กผูกพันธ์กับหนังสือมากมาย

 

พ่อแม่มักถามว่า รักใครมากกว่ากัน โตขึ้นอย่างเป็นอะไร

ฉันไม่เคยตอบคำถามพวกนี้ได้ มีแต่ความคิดมหาศาลวิ่งอยู่ในหัว

ญาติบางคนบอก คำถามง่ายๆพวกนี้ทำไมตอบไม่ได้

 

คิ้วฉันยิ่งขมวดเป็นปม ก็คำถามที่ถามมันช่างยาก

 

ก็ฉันเป็นเด็กแปลกๆ มาแต่ไหนแต่ไร ดีนะที่ยังยิ้มเก่ง ถึงจะ พูดจาไม่รู้เรื่อง เรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในสมองออกมาไม่ได้

 

น้าๆที่เป็นครูกลัวว่า หลานสาวจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ เมื่อมาเรียนกรุงเทพตอนมอหนึ่ง

 

ก็เข้ากับเขาไม่ได้จริงๆ เด็กกรุงเทพ มหาพฤติ เรียนเก่ง เพลงที่เค้าคุยฉัยก็ไม่รู้ ก็ตอนมอสอง ฉันบ้าฟัง บีโธเฟ่น โมสารท

 

ต่อมา ฉันก็มี idol เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จากโลกหนังสือที่เปิดกว้าง 

  

ความฝัน ความรัก อยู่ใกล้กันกว่าที่คิด

ประโยคทองที่แทบท่องได้ ของคาลิล ยิบลาน คิดถึงทุกครั้งก็มักได้ความคิดใหม่เพิ่มขึ้น

 

"...จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก

และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่

ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

เพราะพระหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน

และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...

และ

ความรัก ... ไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้น พอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก

 

เฮอร์มาน เฮสเส เป็นอีกคนที่ฉันชอบงานเขียนของเค้า ขยายยอดไปเรียนใน class เยอรมัน กับอาจารย์ ดร เจต ก็หลายเรื่อง

 

"มนุษย์ทุกรูปนามต่างมีวิญญาณของตน

ไม่อาจรวมกับวิญญาณของคนอื่นได้

คนสองคนอาจจะมาพบกันพูดคุยกัน อยุ่ใกล้ชิดกัน

แต่วิญญาณของเขาจะเป็นเหมือนดอกไม้ซึ่งต่างมีรากยึดอยู่กับที่

ดอกไม้ดอกหนึ่ง จะไปหาอีกดอกหนึ่งไม่ได้"

 

ต่อมาที่ หนังสือ โลกของโซฟี ที่โดน และ มีคำตอบวับเด็กที่ฉันสงสัย ค่อยๆอ่าน อยู่กับหนังสือเล่มนี้เป็นนาน  

..ณ บางจุด บางอย่างจะต้องเกิดจากความว่างเปล่า...

http://www.sophiesworld.org/

  

คำพูดทองของดาวินชี

ลีโอนาโด ดาวินชี (Leonardo da Vinci)


“คุณมองแต่คุณไม่เห็น (You look but you don’t see)
คุณฟังแต่คุณไม่ได้ยิน (You listen but you don’t hear)
คุณสัมผัสแต่คุณไม่รู้สึก (You touch but you don’t feel)
คุณพูดแต่ไม่ได้คิดก่อนที่จะพูด (You speak but you don’t think)

 

โลกของต้นส้มแสนรักที่ประทับใจ


เพียงแต่นายเลิกรักเขาแล้ววันหนึ่งเขาก็จะตาย

 

ศาสนาคริสต์ถือว่าความรักคือสิ่งสูงสุด คือทุกสิ่ง คือพระลักษณะของพระเจ้า คือพระเจ้า พระเจ้าคือความรัก ความรักของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด


"ความรัก" ไม่อิจฉา ไม่อวดตัว
ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย
ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว
ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด
ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด
แต่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติชอบ

"ความรัก" ทนได้ทุกอย่าง แม้ความผิดของคนอื่น
และเชื่อในส่วนดีของเขาเสมอ
และมีความหวังเสมอ
และทนต่อทุกอย่าง...


 

จิมมี่ เลียว(Jimmy Liao) คนที่ฉันประทับใจ สะสมหนังสือทุกเล่ม


ผมก็เหมือนหลายๆคน ที่ไม่มีแสงสว่างในชีวิต"
ตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ จิมมี่บอกว่า
"ผมไม่ใช่คนโรแมนติค ผมแค่สร้างตัวละครเหล่านั้นให้โรแมนติค" คงไม่มีใครเชื่อว่าเขาไม่โรแมนติค
เขายังบอกอีกว่า"เวลามีการคุยกันในเชิงปรัชญา ผมไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เพราะมันไม่มช่เจตนาของผมเลยแม้แต่น้อย ผมแค่อยากจะแสดงวิธีคิดที่ง่ายที่สุด ตื้นที่สุดออกมาก็เท่านั้น ไม่ได้ไปคิดถึงอะไรที่แฝงอยู่ข้างหลังลึกลงไปเลย แต่เพราะความคิดภายในของผู้อ่านต่างกัน เมื่อดูหนังสือเลยมองอะไรไม่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าปรัชญาที่ล้ำลึกที่สุด มักแฝงอยู่ในเรื่องตื้นๆง่ายๆเสมอ"

 

 

นิ้วกลม ความคิดที่โดน เวลาอ่าน

ผมมองว่า เราสามารถมีความเชื่อของเราได้
และไม่จำเป็นต้องแกล้งเห็นด้วยกับคนอื่นที่คิดต่างออกไป
แต่เรานั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเดียวกัน อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
พูดจาแลกเปลี่ยนกัน รับฟังกัน ทำความเข้าใจกัน ก็น่าจะดี

ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย


มนุษย์-ที่แม้จะเข้าใจโลกและชีวิตเพียงใด แต่ก็ใช่ว่าจะปฏิบัติได้อย่างที่เข้าใจไปเสียหมด.

 

 

และจิก ประภาส คนที่ตอบคำถามเรื่องที่ฉันสงสัยในคุยกับประภาส คนที่ทำให้ฉันเขียนไดวันนี้ เรื่องเกี่ยวกับเร่ขายฝัน คิดไปถึงฝันของตัวเอง

 

 

 

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
แต่งานแต่งงานเป็นเรื่องของคนหลายคน
ลุงเคยอ่านเจอที่คุณประภาสเคยเขียนไว้ตอนไหนสักตอนหนึ่งในหนังสือของเขา

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ประโยคนี้ฟังดูง่าย
แต่ทำเป็นเล่นไป อาจมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนไม่เข้าใจประโยคง่ายๆนี้
หลายคนเจ็บปวดกับความรัก เพราะดันให้ความรักเป็นของคนแค่คนเดียว
บางคนก็ให้เป็นเรื่องของตัวเอง นั่นคือตามใจแต่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่สนใจอีกคนหนึ่ง
บางคนก็ให้เป็นเรื่องของอีกคน นั่นคือตามใจแต่คนรัก เอาตัวคนรักเป็นใหญ่ ไม่สนใจตัวเอง

สิ่งมีชีวิตในโลกนี้จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้จำต้องมี การปรับตัว
ปรัชญาข้อนี้คุณประภาสแกอธิบายมาจากทฤษฎีของดาร์วิน

นอกจากการปรับตัวแล้ว สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อว่ามนุษย์ทำมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นก็คือ การเอาชนะ
ปรัชญาข้อนี้ คุณประภาสแกก็อธิบายมาจากวิถีของ เอดิสัน กาลิเลโอ

เอะอะอะไร คุณประภาสแกก็ทูนแต่พวกนักวิทยาศาสตร์ยันเต
อย่าไปว่าแกเลย
กาลิเลโอนั้นน่าสนใจที่สุด เพราะพี่ท่านใช้ทั้งการปรับตัวและเอาชนะ
ยอมติดคุกหัวโตเพื่อเขียนตำราวิทยาศาสตร์เล่มยิ่งใหญ่ของโลก

ความรักก็เป็นอย่างนั้น
ความรักเป็นเรื่องของคนของสองคน
ความรักจำเป็นต้องอยู่รอด
ความรักจึงจำต้องปรับตัวและต้องเอาชนะ

ฟังดูโหดจัง ต้องเอาชนะด้วยหรือ
พุทโธ่... คนรักกันทำไม่ถูกไม่ควร จะไปยอมได้อย่างไร
ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมตลอดเวลา ความรักจะกลายเป็นเรื่องของคนๆเดียวทันที

ใครที่คิดว่าเรื่องเอาชนะเป็นเรื่องโหดร้าย
คุณประภาสแกก็เคยเล่าเรื่องของซุนวูให้ฟัง
รบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่
มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม
ปรัชญาสูงสุดของซุนวูว่าไว้

นอกจากการปรับตัวและการเอาชนะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของมหาบุรุษแล้ว
อีกข้อหนึ่งซึ่งจะทำให้มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประเสริฐ
นั่นก็คือ การเปิดใจ

รับฟังทุกคำเห็น มองทุกอย่างเป็นไปได้ มองความผิดพลาดของตัวเองได้ ยอมรับความผิดหวังได้
ยอมรับความสมหวังได้

เอดิสันเปิดใจกว่าสองพันครั้ง เพื่อรับวัสดุใหม่ๆในการสร้างหลอดไฟให้ชาวโลก
ไอน์สไตน์ เปิดใจรับจินตนาการของตัวเองบนเนินเขาว่ามันอาจเป็นจริงได้ในทางคณิตศาสตร์
จนเกิดฟิสิกส์ยุคใหม่
เจ้าชายสิทธัตถะเปิดใจรับคำสอนจากอาจารย์หลายต่อหลายคน เพื่อคนหาคำตอบของชีวิต
และสุดท้ายพระองค์ยังเปิดใจอันใสที่สุดในจักรวาลเพื่อฟังเสียงจากสมาธิของตัวเอง

ในความรัก
คนสองคนต้องการ การเปิดใจ อย่างที่สุด
ไม่ เปิดใจ แล้วจะ เชื่อใจ กันได้อย่างไร
ความเชื่อใจนี่แหละคือเสาเข็ม อันปักลึกมั่นคงของตึกที่ชื่อว่า ความรัก

เมื่อเราเจอใครสักคนที่เราเราคิดว่าใช่ วินาทีนั้นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ต้อง เปิดใจ ตัวเองก่อน
ใช่ จริงไหม หรือแค่พึงใจในหน้าตาและบุคลิก หรือแค่เหมือนใครสักคนที่เราขาดหายไป ? หรือใช่เพราะ
เขาสาละวนเอาใจแต่เราคนเดียว

เปิดใจตัวเองจริงๆว่า เขาใช่สำหรับเราไหมและเราใช่สำหรับเขาไหม
อันนี้ต้องดูดีๆ ต้องเปิดใจจริงๆ ไม่ใช่เอาแต่ใจ แล้วหลอกตัวเองว่าใช่

คุณประภาสแกบอกมาว่า บางทีแกก็เรียกการรู้ว่า ใช่หรือ ไม่ใช่ จากการเปิดใจอันนี้ว่า สัมผัสที่หก
ไม่เพียงแต่เรื่องความรักดอก มันจะมีกับทุกเรื่องจริงๆ ถ้าเรา เปิดใจ

 

"คนเรามักซุ่มซ่ามกับมิตรภาพและหัวใจ
 
               คนเรามีฤดูกาล บางครั้งที่เขาหงุดหงิด
         อารมณ์ไม่ดี..ให้คิดว่าเขากำลังผลัดใบ
 
               แล้วสักวัน เขาก็ต้องผลิใบใหม่จนเต็มต้น
     ถึงวันนั้น..เขาก็จะกลับมาเป็นคนเดิมที่เรารู้จัก"


นิทานล้านบรรทัด

เรื่อง> ประภาส ชลศรานนท์


ราชินีแห่งดินแดนมหัศจรรย์

……………………………………………………………….

“อย่าร้องไห้ไปเลย อลิศ” ราชินีแห่งดินแดนมหัศจรรย์พูดปลอบใจเด็กน้อย

อลิศยังคงสะอึกสะอื้น เธอไม่ได้ร้องไห้จริงจังนักซึ่งก็นับเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กผู้หญิงที่มักจะร้องไห้เวลาที่ไม่รู้จะคิดต่อไปทางไหนดี

ราชินีแห่งดินแดนมหัศจรรย์บีบมือปลอบใจ “อลิศ เธอลองคิดดูสิว่าเธอน่ะน่ารักขนาดไหน”

เอ…น่ารักแล้วมันเกี่ยวอะไรกับความรู้สึกสิ้นหวังของอลิศหนอ คุณพระราชินีนี่ก็

อลิศยังคงสะอื้นอยู่

“เธอลองคิดดูว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักขนาดไหน เธอลองคิดดูว่าเธอเดินทางมาไกลขนาดไหนแล้ว” ราชินีพูดต่อ “คิดดูสิว่าตอนนี้อากาศดีแค่ไหน คิดดูว่าตอนนี้มันกี่โมงแล้ว คิดอะไรก็ได้แต่อย่าร้องไห้”

อลิศหัวเราะเบา ๆ หัวเราะในขณะที่เธอจะกำลังร้องไห้อยู่

“คนเราห้ามการร้องไห้ด้วยการคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ได้ด้วยหรือเพคะ”

“ฉันทำอย่างนั้นบ่อย ๆ ราชินีตอบยิ้ม ๆ “เธอก็รู้ไม่ใช่หรือ ว่าไม่มีใครทำอะไรสองอย่างพร้อม ๆ กันได้ แต่เราสามารถทำและคิดคนละอย่างได้

อลิศขมวดคิ้ว

“ไหนเธอลองเริ่มคิดถึงอายุตัวเองดูก็ได้ เธออายุเท่าไหร่จ๊ะเด็กน้อย”

“หนูอายุ 7 ขวบครึ่งพอดี” อลิศหยุดร้องไห้แล้ว เธอเพิ่งสังเกตเห็นวงหน้าอันงดงามของราชินีแห่งดินแดนมหัศจรรย์

ราชินียิ้มตอบ “หนูไม่จำเป็นต้องพูดคำว่าพอดีหรอก ถึงอย่างไรฉันก็เชื่อจ้ะ ว่าเธออายุ 7 ขวบครึ่ง ทีนี้หนูลองใหม่ หนูลองเชื่ออะไรอย่างอื่นดูบ้าง ลองไหมตอนนี้ฉันอายุ 170 ปี 4 เดือน กับอีก 1 วัน”

อลิศยิ้มบ้าง “หนูไม่เชื่อหรอกเพคะ”

ราชินียิ้มอีก “ทำไมล่ะ”

ถึงตอนนี้ถ้ามีใครเดินผ่านมาก็อาจจะแปลกใจที่เห็นคนสองคนกำลังยิ้มแฉ่งใส่กัน

“ทำไมหนูถึงไม่เชื่อจ๊ะ คราวนี้ลองใหม่ หลับตา หายใจลึก ๆ นะ แล้วคิดใหม่ ฉันอายุเท่าไหร่จ๊ะ”

อลิศหัวเราะ “ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามคิดหรอกเพคะ ไม่มีใครเชื่อเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอก”

ราชินีเอื้อมไปปัดปอยผมน้อย ๆ ที่ตกมาปิดหน้าอลิศออก “บางทีอาจเป็นเพราะหนูยังไม่เคยฝึก”

“ฝึกอะไรเพคะ”

“ฝึกที่จะเชื่อไง” ราชินีตอบ

“ฝึกที่จะเชื่อ…?”

“ใช่ ตอนที่ฉันอายุเท่าเธอ เท่าเธอเป๊ะเลยนะ ฉันฝึกเชื่อเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทุกวันเลย บางทีนะ ก่อนที่จะทานอาหารเช้าเสร็จ ฉันก็ฝึกเชื่อเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หมดไป 6-7 เรื่องแล้ว”

……………………….

ที่อ่านจบไปนั้นเป็นส่วนหนึ่งของนิทานเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ตอนขึ้นต้นเรื่องและก็ไม่ใช่ตอนจบของเรื่อง มันเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ ช่วงหนึ่งในเรื่อง

นิทานเรื่องนี้เขียนขึ้นในปีพ.ศ.2414 โดยลูอิส คาร์รอล นับปีก็ร้อยกว่าปีมาแล้ว คนไทยรู้จักนิทานเรื่องนี้ในชื่อของ อลิศในดินแดนมหัศจรรย์ ในสายตาของผมแล้วนิทานเรื่องนี้นับเป็นนิทานที่ไม่สมเหตุสมผลมากที่สุดเรื่องหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อเรายิ่งมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ

นิทานทุกเรื่องในโลกนี้ไม่มีเรื่องใดสมเหตุสมผลเลย เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในนิทาน ลิงพูดได้ ใบไม้มีขา ม้าล่องหน

แต่นี่แหละคือเสน่ห์แห่งนิทาน ปรัชญาอันยิ่งใหญ่ที่ติดตัวมากับมนุษย์ตั้งแต่เกิด ‘ความคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้หมด’ และว่ากันว่าปรัชญาง่าย ๆ ข้อนี้มันจะค่อย ๆ เสื่อมสลายไปเมื่อใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ บนโลก

ผมคิดถึงนิทานเรื่องนี้อีกครั้งในวันที่ผมเริ่มมีผมสีขาว ๆ แทรกอยู่บนหัว เริ่มคิดถึงราชินีอายุเกินร้อยปีพระองค์นั้น และก็เริ่มคิดถึงสาวน้อยอลิศ ยิ่งในวันที่มีคนเขียนจดหมายมาถามผมว่า ทำอย่างไรเราจึงจะกล้าฝัน

ท่านหนึ่งถามผมหลังจากทักทายกันแถวสวนลุมฯ “ทำอย่างไรผมจึงจะกล้าฝันที่จะแสดงงานศิลปะของตัวเองสักครั้ง”

ผมคิดถึงรอยยิ้มของราชินีที่ไม่ยอมแก่ แล้วก็บอกเขาว่า ใครเป็นคนบอกเขาว่าเขาไม่กล้าฝัน ประโยคที่เขาพูดเมื่อกี้คือความฝันแท้ ๆ และก็เป็นความฝันที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนเสียด้วย

เห็นเหมือนผมไหมครับว่าความกล้าน่ะเขามีแล้ว แม้จะเป็นความกล้าแบบกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ก็ถือว่าเป็นความกล้า เขาแค่ขาดอะไรไปอย่างหนึ่งเท่านั้น

ผมบอกเขาอีกว่า สิ่งที่เขาต้องทำหลังจากกล้าก็คือ เขาต้องเชื่อ เขาต้องเห็นมัน เขาต้องเห็นภาพงานแสดงศิลปะของเขาอยู่ในหัวอย่างชัดที่สุด

“แล้วมันจะเป็นจริง” ราชินีองค์นั้นบอกกับทุกคน

ผมทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ นับปีก็น่าจะเกือบ ๆ 30 ปีแล้ว มีผู้คนมากมายที่ผมเคยทำงานด้วย บางคนเชื่อในทุกสิ่งทุกอย่าง เชื่อในคนทุกคน บางคนไม่เคยเชื่ออะไรเลยแม้แต่ตัวเอง บางคนเชื่อแต่ตัวเองไม่เคยเชื่อในคนอื่น ในสมรภูมิแห่งความฝัน หลายคนถูกฝังอยู่ที่นั่น และอีกหลายคนได้เป็นวีรบุรุษที่เรารู้จัก

แล้วผมก็เริ่มถามคำถามซ้ำ ๆ กับดินแดนมหัศจรรย์

เราห้ามการร้องไห้ด้วยการคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ได้จริงหรือ

เราสามารถคิดในแง่บวกและแง่ลบไปพร้อม ๆ กันได้จริงหรือ

เราจะกอดความฝันของเราไว้ตลอดชีวิตได้จริงหรือ

 

 

ฝันของฉันจริงๆที่คิดว่า ทำตามฝันได้แล้วคือ เห็นโลกทั้งโลก ตอนเรียนจบมหาลัย ฉันกับ roommate ไปติดต่อทัวร์จะไปเป็นโรบินฮู๊ดที่อเมริกา แม่รู้ห้ามกันแทบแย่ รอทำงานก่อนไหมลูก

และ ต่อมาฉันก็ได้เก็บเกี่ยวความสุขความฝันจากการเดินทางมากมาย ราวกับความจริงที่เคยฝัน รอฉันอยู่ เป็นความรู้สึกคุ้มค่า แต่ สุขใจเมื่อได้นึกถึง ดีใจที่มีโอกาสทำได้สำเร็จ

 

แต่ตอนนี้ ฝันอันใหม่ กลับดูง่ายดาย ฉันแค่อยากต้องการให้ คนที่ฉันรักมีความสุข มีบ้านที่อบอุ่น สามารถดูแลพ่อแม่อย่างเต็มที่ ให้ท่านมีความสุข อยู่กับฉันไปนานนานฝันนี้ เมื่อทำแล้ว ช่างเป็นสุขเหลือเกินที่ได้ตอบแทนคุณของบุพการี

ฝันใหม่ๆ ก็ยังคงมีอยู่ในตัวฉัน ตราบใดที่ ตัวฉันยังไม่หยุดฝัน และเมื่อได้ฝัน ฉันรู้สึกถึงตัวตนของตัวเองได้เสมอ

 

 

         

 

นิทานหิ่งห้อย หนึ่งในเพลงที่ชอบ

 

ความฝันที่มองด้วยตา ช่างสวยงามกว่าความฝันที่หลับตามอง
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic